เกษียร, ลุงไมค์, กับ Thainess

posted on 29 Jun 2009 13:21 by chubbyhole  in chubbyquote

บทความของ เกษียร เตชะพีระ นักเขียน/นักวิชาการชับบี้
พบที่
http://www.people.umass.edu/pokpongj/interest_kasean.htm

เว็บไซท์ที่มีบทความดีๆ เต็มไปหมด 
ขอก็อปชิ้นนี้มาให้อ่านครับ   



"อาการความเป็นไทยกำเริบ"
โดย เกษียร เตชะพีระ

http://www.people.umass.edu/pokpongj/Interest/interest_kasean_33.htm


แล้วลุงไมค์ที่รักของผมก็โดนตีเข้าจนได้, แหะๆๆ

ง่า...ผมหมายถึงข่าวผู้นำท้องถิ่น ประชาชน นักเรียน และนักศึกษาแห่งเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามฯ 5,000 กว่าคน จัดชุมนุมหน้าพระบรมรูปอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง ในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย เพื่อประท้วงคุณลุงไมเคิล ไรท ผู้มีนามกรไทยที่ท่านตั้งเองว่า "เมฆ มณีวาจา" นักวิชาการอิสระ ที่ปรึกษานิตยสารศิลปวัฒนธรรม และอาจารย์ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่บังอาจออกมาเสนอว่าศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้สร้างสมัยพ่อขุนรามคำแหงปกครองกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี หากสร้างขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง(มติชนรายวัน, 13 ก.ค. 2547, น.14)

ผมนึกตะงิดๆ อยู่ในใจแล้วเจียวว่าลองลุงไมค์ อาจารย์พิริยะ และนักประวัติศาสตร์ไทยสกุล "ข้าไม่เชื่อ" ทั้งหลายไปเขย่าเย้าแหย่เสาหลักความเป็นไทยเข้าบ่อยๆ ทีละเสาสองเสา อาทิ เดี๋ยวก็กังขาว่าคุณหญิงโมมีตัวตนตนจริงหรือเปล่า? เดี๋ยวก็ปุจฉาว่ากำหนดวันเฉลิมกองทัพไทยคลาดเคลื่อนจากวันกระทำยุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรฯไปหรือไม่? หรือก่อสร้างอนุสรณ์ดอนเจดีย์ผิดจากสถานที่กระทำยุทธหัตถีไกลแค่ไหน? ฯลฯ แบบนี้เดี๋ยวก็มีเรื่องจนได้

คล้ายๆ กับว่า ใจคอพ่อเจ้าประคุณทั้งหลายจะไม่เหลือเสาหลักความเป็นไทยไว้ให้ไพร่ฟ้าหน้าใสเอนหลังพิงสักต้นเลยหรือ? เล่นตั้งข้อสงสัยกันไปหมดแบบเนี้ย, แหม...มันน่าหยิกนัก

และพออ่านคำตัดพ้อต่อว่าลุงไมค์และอาจารย์พิริยะ ของกลุ่มแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามฯ แล้วผมพลันนึกถึงคำตัดพ้อต่อว่าอาจารย์สายพิน แก้วงามประเสริฐ ของกลุ่มแกนนำลูกย่าโมชาวโคราช กรณีวิทยานิพนธ์ที่จัดพิมพ์เป็นหนังสือของท่าน เรื่อง การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุนารี (2538) ขึ้นมาทันที เพราะมันมีอะไรบางอย่างละม้ายคล้ายเหมือนกันราวฝาแฝดนะครับ ขอให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาเปรียบเทียบเนื้อข่าวต่อไปนี้ดู :-

ข่าวประท้วงกรณีศิลาจารึกหลักที่ 1

กลุ่มแกนนำต่างๆ อาทิ นายมนู นายจำเจน จิตธร ส.ว.สุโขทัย นายสมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานองค์กรเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนราม และหัวหน้าแกนนำองค์กรเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามทั้ง 9 อำเภอของสุโขทัย ผลัดกันขึ้นกล่าวโจมตีผู้ที่คิดว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนราม เป็นของปลอมนั้น เป็นการสร้างความแตกแยกให้กับคนไทย แบ่งออกเป็นสองฝ่าย เพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขอเรียกร้องเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตามอง

"ขอฝากผ่านสื่อไปถาม ดร.พิริยะ ว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เพราะอานุภาพของพ่อขุนรามหรือที่เป็นผู้สร้าง สุโขทัยเป็นราชาธานี จนมีประเทศไทยถึงทุกวันนี้ และที่ผ่านมา ดร.พิริยะได้เรียนหนังสือซึ่งก็เป็นตัวอักษรที่พ่อขุนรามประดิษฐ์ขึ้นมา จนมีงานเลี้ยงครอบครัวและมีหน้ามีตาในสังคมไทย ก็ไม่ใช่หนังสือของพ่อขุนรามหรอกหรือ การชุมนุมครั้งนี้เพื่อเตือนกลุ่มนักวิชาการ แต่หากยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามฯปลอมอีก ก็จะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่และคงจะไม่หยุดอยู่เท่านี้" แกนนำผู้หนึ่งกล่าว

ก่อนสลายการชุมนุม กลุ่มพลังมวลชนได้ร่วมประกอบพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งผู้ที่ออกมาระบุว่าศิลาจารึกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีพระครูวิจิตรธรรมนิเทศก์ ประธานศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา จ.สุโขทัย เป็นผู้ทำพิธีสวดยัดสาปแช่ง พร้อมทั้งนำแผ่นป้ายข้อความต่างๆ เผาพร้อมกับพริกและเกลือด้วย

(มติชนรายวัน, 13 ก.ค. 2547, น.14)

ข่าวประท้วงกรณีย่าโม

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ จ.นครราชสีมา ได้มีตัวแทนกลุ่มพลังต่างๆ ใน จ.นครราชสีมา มาร่วมประชุมกันที่โรงแรมศรีพัฒนา อ.เมือง จ.นครราชสีมา เพื่อแสดงความไม่พอใจ และกำหนดมาตรการในการเคลื่อนไหวต่อต้านหนังสือเล่มดังกล่าว(การเมืองในอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี) กันอย่างคับคั่งเต็มห้องประชุม เช่น อธิการบดีสถาบันราชภัฏนครราชสีมา หัวหน้าสำนักงานจังหวัดที่มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายกเทศมนตรีเทศบาลนครราชสีมา สมาชิกสภาเทศบาล ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านนครราชสีมา.....

นายบวร รีวิไลลักษณ์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครราชสีมากล่าวว่า..."ที่ผมอ้างอิงได้และทราบว่าเหลนของคุณย่ายังอยู่ ผมพูดในนามที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมว่าที่ทำวิทยานิพนธ์ผู้นี้ หมิ่นในหลวงรัชกาลที่ 3 ลงมาจนถึงรัชกาลที่ 5 ส่วนตัวนั้นผมเชื่อว่าหมิ่น ผมพร้อมที่จะต่อต้านทุกสิ่งทุกอย่างที่มาทำลายล้างความเชื่อถือ ฉะนั้นใครที่คิดไม่ดีกับย่าโม ผมว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นกับเขาเอง ผมไม่ทราบว่าบุคคลที่ชื่อว่าสายพิน แก้วงามประเสริฐ เป็นคนลาวหรือเปล่า อาจจะเป็นคนลาวมาแล้วก็ทำลายความเชื่อถือ ผมไม่ได้ดูถูกผู้ทำวิทยานิพนธ์ แต่ถ้าเจอผมจะถามว่าเป็นคนลาวหรือเปล่า" (แนวหน้า, 24 ก.พ.2539, น.10)

นายชาติ กมลวัฒน์ สมาชิกเทศบาลนครราชสีมา ได้กล่าวว่า...เราคิดกันว่าจะทำการรวบรวมหนังสือทั้งหมด โดยเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้าน 24 ตำบล 33 ชุมชน มาทำพิธีเผาร่วมกัน....ตนหารือกับกำนันผู้ใหญ่บ้านแล้ว ในการควบคุมพลังของชาวบ้านในการรวมตัวกันไปยังศาลากลางจังหวัด และกราบไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง...และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์(ย่าโม) เพื่อวางหรีดให้แก่ น.ส.สายพิน พร้อมเผาพริกและเกลือ กระทำพิธีสาปแช่ง...

(แนวหน้า, 26 ก.พ. 2539, น.10)

มีแบบอย่างถ้อยคำและแบบแผนพิธีกรรมบางอย่างในสองกรณีนี้ที่ละม้ายเหมือนกันจนไม่น่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ และอาจจะสะท้อนลักษณะร่วมทางวจีกรรมและกายกรรมของอาการทางวัฒนธรรมที่กำเริบปะทุขึ้น เมื่อเอกลักษณ์ "ความเป็นไทย" ของคนไทยถูกกระทบกระแทก

เสมือนมีใครไปกดปุ่ม "ความเป็นไทย" ที่มองไม่เห็นกลางหลังเข้า คนไทยก็จะสำแดงอาการแบบฉบับทำนองนั้นออกมา

อนึ่ง มีข้อน่าสังเกตบางประการเกี่ยวกับทีทรรศน์ของแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามและลูกย่าโมดังนี้ :-

1) ดูเหมือนในทรรศนะของแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนราม การที่คนไทยแตกแยก แบ่งออกเป็นสองฝ่าย เป็นภาวะที่ไม่พึงปรารถนาและไม่ปกติของสังคมไทย หรือพูดกลับกันก็คือ ในทรรศนะของท่าน ภาวะที่พึงปรารถนาและเป็นปกติของสังคมไทย คือการที่คนไทยกลมเกลียวเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นกัน รู้รักสามัคคีกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนภาวะกลมเกลียวเหนียวแน่นเป็นปึกแผ่นและรู้รักสามัคคีของคนไทยนั้นออกจะค่อนข้างเปราะบางมาก เพราะลำพังเพียงข้อพิพาทโต้แย้งในวงวิชาการเล็กๆ เรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1 ก็รุนแรงพอจะปลุกปั่นให้คนไทยทั้งสังคมถึงแก่แตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันเองเสียแล้ว

ดูท่ากาวใจความเป็นไทยที่เชื่อมร้อยคนไทยให้เป็นปึกแผ่นกันนั้น อาจจะไม่ค่อยเหนียวสนิทติดแน่นสักเท่าไหร่ในทางเป็นจริง

2) ทั้งแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามและแกนนำลูกย่าโม พูดเน้นย้ำเรื่องเชื้อชาติของคู่กรณีที่เป็นปัญหา(คุณสายพินและอาจารย์พิริยะ)ตลอดเวลา ว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า? หรือในทางกลับกัน เป็นคนลาว-ซึ่งก็คือ "ไม่ไทย"-หรือเปล่า?

อย่างไรก็ตาม หากพินิจพิจารณาโดยละเอียดลออ ไม่หยาบง่าย สุกเอาเผากินทางแนวคิดวิเคราะห์ จะพบว่าประเด็นที่เป็นข้อพิพาทบาดหมาง ทำให้เชื้อชาติของคู่กรณีถูกลำเลิกหยิบยกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยนั้น ไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติเลย หากเป็นเรื่องความคิดความเชื่อต่างหาก ข้อขัดแย้งตัวจริงไม่เกี่ยวกับยีนส์หรือดีเอ็นเอของคุณสายพินหรืออาจารย์พิริยะ หากเกี่ยวกับข้อสรุปของคุณสายพิน เรื่องตัวตนของย่าโมในประวัติศาสตร์ และข้อสันนิษฐานของอาจารย์พิริยะ เรื่องกำเนิดศิลาจารึกหลักที่ 1 ต่างหาก

น่าแปลกดีที่ภาษาการเมืองวัฒนธรรมของสังคมไทยมีลักษณะสองด้านที่แยกแย้งกันเอง นั่นคือ ฟังๆ ดูคล้ายกับจะพร่ำพูดเรื่องเชื้อชาติตลอดเวลา แต่เอาเข้าจริงมันกลับมิได้หมายถึงหรือมิได้เกี่ยวข้องกับเชื้อชาติเลย หากเป็นเรื่องความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ วัฒนธรรมที่ "ผิดๆ" "แหกคอก" "นอกกรอบ นอกลู่ นอกทาง" "ทวนกระแส" เท่านั้นเอง

ในการเมืองวัฒนธรรมไทย ผู้ที่มีความคิดความเชื่อทำนองนี้ จะถูกตั้งข้อสงสัยและกล่าวหาอย่างแทบอัตโนมัติทันทีว่า = ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นลาว หรือเจ๊ก หรือญวน หรือแขก หรือ ฯลฯลฯลฯ มิไยว่าเอาเข้าจริงเชื้อชาติหรือยีนส์หรือดีเอ็นเอของบุคคลผู้นั้นจะเป็นไทยหรือไม่ก็ตาม

เป็นแบบนี้มาตลอด ตั้งแต่พิริยะ ไกรฤกษ์, สายพิน แก้วงามประเสริฐ ย้อนกลับไปได้ถึงเหยื่อการสังหารโหด 6 ตุลาฯ, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, เกรียงกมล เลาหไพโรจน์, สุธรรม แสงประทุม, เอ็นจีโอ, สมัชชาคนจน, นายแพทย์ประดิษฐ์ เจริญไทยทวี, ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อานันท์ ปันยารชุน, สุลักษณ์ ศิวรักษ์, ป๋วย อึ๊งภากรณ์, ปรีดี พนมยงค์, รวม วงษ์พันธ์ และเปี๊ยะ โต หรือจูโซ่วลิ้ม

การที่แค่คิดต่างก็กลายเป็น "ไม่ไทย" แล้วเช่นนี้ ทำให้ด้านหลักโดยรวมแล้วบุคลิกลักษณะของอุดมการณ์รัฐไทยไม่ใช่เชื้อชาตินิยม(racism) อย่างที่หลงทึกทักกล่าวอ้างกันอย่างฉาบฉวยตื้นเขิน แต่เป็นอุดมการณ์ชาติพันธุ์ไทย(the ethno-ideoloty of Thainess) หรือการฉวยใช้คำเรียกทางเชื้อชาติหรือชาติพันธุ์มาเป็นป้ายยี่ห้อแขวนคอผู้เห็นต่าง เพื่อกล่าวหาโจมตีตราหน้าทำร้ายกันทางการเมืองต่างหาก โดยที่เอาเข้าจริงและพูดให้ถึงที่สุดแล้ว เป้าโจมตีจะมีเชื้อชาติไทยหรือไม่-ก็ไม่สำคัญ

3) กระบวนการวิพากษ์โจมตีจะเริ่มจากการ "นับญาติ" ก่อน ในกรณีนี้คือนับญาติอาจารย์พิริยะกับภาษาไทยและชาติไทย ผ่านพ่อขุนรามคำแหง ในฐานะผู้ประดิษฐ์อักษรไทยและสร้างกรุงสุโขทัยขึ้น จนคนไทยมีภาษาไทยใช้และมีชาติไทยอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ เพื่อนำไปสู่ข้อกล่าวหาโดยนัยว่า "เนรคุณ" ในบทสรุปท้ายสุด

ประการสุดท้ายนี้ ลุงไมค์ฟาดเคราะห์ไป ได้รับยกเว้น ไม่ถูกแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามฯนับญาติพาดพิงถึง อาจเพราะญาติโยมของลุงอันที่จริงก็ไม่ได้อยู่แถวนี้ แต่อยู่ที่อังกฤษ

 

เล่นดนตรี

posted on 28 Jun 2009 02:03 by chubbyhole  in Captures



สวัสดีครับ ผมไปเล่นดนตรีมา เมื่อวาน มีวงของเรา วงเจ้าของบ้าน วงจาก North Gate ฯลฯ สนุกดี ผมเมา

Marc L. ช่วยถ่ายวีดิโอ -พี่ถ่ายไม่จบสักเพลง
มีแค่เพลงนี้เพลงเดียว ที่พอจะเอามาตัดต่อให้มันเต็มเพลงได้ (ขาดไปนิดนึงตอนกลาง)
แล้วมันก็ดันเป็นเพลงที่กล้องเริ่มเพี้ยน ไม่ยอมโฟกัส

แต่ก็ยังกล้าให้ดู ไม่เคยอาย
เล่นผิด ภาพมัว ขาดตอนหัว ขาดตอนกลาง 

แจ๋วอยู่เรื่องเดียว
-แด๊นเซอร์ สิคุณ
ขอขอบคุณแด๊นเซอร์ที่ทำให้พวกเราดูดี!

 

M.J.

posted on 26 Jun 2009 14:54 by chubbyhole  in chubbyquote


ขอคัดข้อความจากหนังสือ I Have Chosen to Stay and Fight (หนังสือเล่มที่สอง)ของ Margaret Cho มาให้อ่าน
เป็นตอนที่เธอเขียนถึงไมเคิล แจ็คสัน

...

มาร์กาเร็ตเล่าว่าตอนที่เธอยังเด็ก เธอดูโทรทัศน์ซึ่งในตอนนั้นเป็นตู้ทำจากไม้ และมันมักจะเกิดเส้นลายสัญญาณรบกวน บนตู้ทีวีจะมีลูกฟักทองวางอยู่ ที่เธอต้องทำก็คือ ทุบทุบทุบที่ลูกฟักทองจนลายเส้นบนจอทีวีหายไป พอหายไปแล้ว เธอก็จะเห็น..
"... this baby angel. This beautiful, dancing, singing little miracle. Like he was made by God, personally..."
 ...เทวดาตัวจิ๋ว. สิ่งมหัศจรรย์ตัวน้อยที่งดงาม, ร่ายรำและขับร้อง เหมือนพระเจ้าสร้างเขาขึ้นมาด้วยตัวท่านเอง, เป็นการส่วนตัว…

 
...


ฉันคิดว่าที่พระเจ้าให้ไมเคิ่ลเกิดในครอบครัวที่เละเทะนั้นก็เพราะว่า บางที นั่นแหละคือสิ่งที่ศิลปินต้องการ - ความโดดเดี่ยว, การดิ้นรน, การโดนทารุณหลอกใช้, ความเจ็บ - ไม่ใช่ตลอดเวลา, แค่เป็นครั้งคราว ถ้าคุณมีวัยเด็กที่แย่, มันก็จะมีน้ำตาอยู่ในเสียงของคุณ เวลาคุณร้องเพลง, คุณก็จะเอื้อมเข้าไปถึงคนทุกคนที่มีวัยเด็กที่แย่เหมือนกัน-แต่ไม่ได้เป็นศิลปิน พวกเขาจะเข้าใจคุณ และพวกเขาจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะภาพของคุณที่กำลังเป็นทุกข์อยู่คนเดียวน่ะมันเศร้าแล้วก็แย่ที่สุดแล้ว ฉันได้ยินน้ำตาแบบนั้นในเสียงของไมเคิ่ล, แต่ก็ยังได้ยินความเบิกบาน, เสียงหัวเราะ และความหวัง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันกำลังต้องการ เพราะฉันก็ด้วย, ที่โตขึ้นมาอย่างยากลำบาก ฉันเล่นแผ่น Off the Wall บนเครื่องเล่นแผ่นเสียงมิกกี้เม้าส์จนแผ่นสึก, ฟังมันรอบแล้วรอบเล่าอยู่ในห้อง เพื่อที่จะให้มันกลบเสียงทะเลาะของพ่อกับแม่, เพื่อที่ฉันจะได้หยุดกังวลว่าจะโดนแกล้งอย่างไรที่โรงเรียนในวันพรุ่งนี้, เพื่อที่ฉันจะได้เลิกคิดถึงมือของญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชาย ที่จับฉันตรงที่ๆ เด็กผู้หญิงไม่ควรจะโดนจับ ฉันฟังมันรอบแล้วรอบเล่า ฉันจ้องที่ปกแผ่นเสียง ฉันจูบมัน ฉันวางมันไว้ที่ข้างๆ หน้าของฉัน...

"I think God put Michael in a fucked-up family because sometimes that's what an artist needs - loneliness, struggle, abuse, pain - not all the time, but sometimes. When you grow up hard, there's gonna be some tears in your voice when you sing, you can reach out to all the other people who grew up hard who aren't artists and they can understand you. And they can feel like they aren't alone. Because thinking that you are the only one who feels bad is about the worst sadness there is. I heard all those tears in Michael's voice, but I also heard joy, and laughter. And hope. Which is what I needed then, because I, too, grew up hard. I wore out Off the Wall on my Micky Mouse record player, listening to it over and over in my room, so I could drown out the sound of my parents fighting, so I could stop worrying about how I was going to get my ass kicked at school the next day, so I could stop thinking about my uncle's hand on me, touching where nobody needs to touch a little girl. I played it over and over and over and over. I stared at the cover. I kissed it. I put it next to my face.."

...
...


ฉันโตขึ้น ไมเคิ่ลก็เหมือนกัน เขาเปลี่ยนไป นอนในตู้ปรับความดัน,  สะสมกระดูกของ Elephant Man, ศัลยกรรมพลาสติก, จมูกที่ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไปแล้ว, สีผิวก็ถูกลบไปเพราะ vitiligo,โรคที่ทำให้เขาขาวขึ้นขาวขี้นจนหน้าเหมือน Lesley-Anne Down มากขึ้นทุกวัน  มันเกิดอะไรขึ้น, ไมเคิ่ล? เธอเคยคอยช่วยฉัน ฉันไม่รู้จะตอบแทนเธออย่างไร สำหรับเสียงเพลงที่เธอให้กับฉัน ฉันหวังว่าอลิซาเบ็ธ เทย์เลอร์จะคอยอยู่เป็นเพื่อนเธอ ฉันหวังว่าลิงตัวนั้นจะยังอยู่ หรือมันตายแล้ว? ฉันจำไม่ได้  ฉันไม่รู้ว่าเธอทำอะไรกับพวกเด็กๆ  ฉันไม่ขอถาม ฉันไม่กล่าวหาใดใดทั้งสิ้น  ฉันแค่อยากจะบอกว่า เธอช่วยให้เด็กคนนี้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้หญิง, เป็นคนที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อชีวิต, คนที่ไม่เพียงแค่รอดตาย แต่งอกงามขึ้นมา ฉันขอบคุณในเรื่องนั้น  ตอนนี้ฉันกล้าท้าให้ทุกคนฟังเพลง "She's Out of My Life" แล้วถ้าไม่ร้องไห้หงิง ให้มันรู้ไป
 
"I got older, and so did he. He changed. The hyperbolic chamber, the Elephant Man skeleton, the plastic surgery, the nose that was not there anymore, the race erased by the vitiligo, the disease that made him whiter and whiter and made him look more like Lesley-Anne Down every day. Michael - what happened? You were there for me. I don't know if I can repay my debt to you, for what your music gave me. I hope Liz Taylor is there for you. I hope that monkey is still around, or is he dead? I can't remember. I don't know what you did to those children. I ask nothing, I accuse nothing.I only say that you helped this child to grow up into a woman, to be fully alive, to not only survive but thrive. Thank you for that. I dare anyone now to go listen to "She's Out of My Life" and not cry like a bitch."


(หน้า 84-87 I have chosen to stay and fight, Magaret Cho, 2005, ISBN 1-57322-319-0, Riverhead Books) 

 

Michael Jackson 1958-2009

 

ร็อคร้ายร้าย

posted on 24 Jun 2009 22:32 by chubbyhole  in Head-in-the-Hole

ก่อนนี้ผมเพิ่งปฏิเสธไม่ร่วมเล่นดนตรีกับวงวงหนึ่ง เพราะว่าหัวหน้าวงยืนยันจะเล่นเพลง Mongoloid (โดย Devo) ที่ผมไม่ชอบใจ เพราะมันเป็นเพลงที่ไม่มีมารยาท –ล้อเลียนคนปัญญาอ่อน และเหยียดผิว
Mongoloid เป็นอีกชื่อเรียกของ Down's syndrome  เนื่องจากฝรั่งเห็นว่าผู้เป็น Down's syndrome มีลักษณะหน้าตาคล้ายคนเผ่าพันธุ์มองโกลหรือคนเอเชีย (mongoloid แปลว่า มีลักษณะเหมือนมองโกล) แต่เขาก็เลิกใช้กันไปแล้วเพราะมันไม่ political correct เรื่องนี้วิกีพิเดียก็รู้ดี(http://en.wikipedia.org/wiki/Mongoloid) หรือถ้าคุณเคยดูหนัง Ali G Indahouse คุณก็จะเห็นว่าเขายังไม่เลิกใช้คำนี้เรียกบุคคลปัญญาอ่อน ในเรื่อง Ali G ถูกแนะนำให้รู้จักกับผู้นำของประเทศมองโกเลียซึ่งเป็นชายอายุราวห้าสิบ  Ali คิดว่าท่านผู้นำเป็นคนปัญญาอ่อน, เขาพูดช้าๆ บอกท่านผู้นำว่า “เดี๋ยวซื้อสีเทียนให้เล่นนะ” ซึ่งเชี่ยมาก (จากนั้นเชี่ยกว่า, ตอนที่ Ali พบประธานาธิบดีวัฒนา(สาวสวย)จากประเทศไทย, Ali มอบลูกปิงปองให้ท่านประธานาธิบดีเป็นของขวัญ โปรดหามาดูต่อเอง) ผมคิดว่าทอม
(หัวหน้าวง, นามสมมุติ)ก็รู้ดี และผมรู้สึกว่าเขาน่ะแค่ต้องการจะตะโกนอะไรบ้าๆ โง่ๆ ออกมา เพื่อล้อเลียนมองโกลอยด์ในประเทศที่ผู้คนมีหน้าตาแบบมองโกลอยด์, (พวกมันไม่รู้ภาษาอังกฤษกันหรอก,.อิอิ)  
อ้อ ทอม เป็นฝรั่งแก่ หน้าตาขี้โกงแบบตัวโกงในหนังฮอลลีวู้ดทั่วไป (ขอให้นึกถึงที่ร้ายที่สุด, โกงที่สุดเลยทีเดียว) ทอมอาจจะมิได้มีเจตนาร้ายกาจอย่างที่ผมคิด แต่เพราะหน้าเขาขี้โกงเหลือเกิน มันยากผมที่จะไว้วางใจ ผมบอกนิค(มือกลอง)ว่าผมไม่ใช่เด็กแปดเก้าขวบ ผมไม่อยากตะโกนอะไรประสาทๆ แบบนั้น แล้วก็บอกว่าจะไม่ร่วมวงด้วยหรอกนะ

ต่อมา, กับวงใหม่ มีผมกับนิค(มือกลองคนเดิม)กับสอง(เล่นเบส) และอาดัม (นักร้องรับเชิญ) พอรู้ว่ามีงาน(สมัครเล่น)ให้เล่น เราก็ตื่นเต้น เลือกเพลงกันมา cover  ผมเลือก Stray Cats Strut ของ Stray Cats กับ It’s So Easy ของ Guns n’ Roses คิดว่าจังหวะสนุกสนาน คงจะต้องมันกันแน่ๆ  
ก่อนซ้อม, ปริ๊นท์เนื้อเพลงออกมาดู.. โอ แม่เจ้า เพลง It’s so easy ขึ้นมาก็แย่เลย :
 
(คอร์ด Em)
I see your sister in her Sunday dress
ฉันเห็นน้องแกในชุดไปโบสถ์
She's out to please
เธอช่างมาโปรดแท้ๆ
...

อะไรกันนี่ วงนี้ผมฟังตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยดูเนื้อร้อง เคยรู้อยู่ว่าอีเถื่อน แต่ไม่คิดว่าจะเถื่อนถึงขนาดนี้

(verse ที่สอง)
Cars are crashin’ every night
กลางคืนรถชนกันกระเด็น
I drink and drive everything in sight
ฉันเมาแล้วขี่ทุกอย่างที่ฉันเห็น
...

เนื้อเพลงเชี่ยมาก ทั้งเหยียดเพศ ทั้งเมา ทั้งถ่อย ผมบอกเพื่อนไปแล้วด้วยว่าเพลงนี้ผมจะร้องเอง นี่ผมจะทำยังไงดี?

(verse ที่สาม)
...
Turn around bitch I got a use for you  
หันหลังมาสิอีห่า กูจะทำให้มึงมีประโยชน์
Besides you ain't got nothin' better to do
ไหนๆ มึงก็ไม่มีงานทำ
And I'm bored
แล้วกูก็กำลังเบื่อ
...

มันเข้ากับตัวผมที่ไหนเล่าครับ? หันหลังมาสิอีห่า กูจะทำให้มึงมีประโยชน์...  ผมงอแงบอกเพื่อนว่าไม่อยากร้องแล้ว อาดัมร้องได้ไหม ดีที่อาดัมไม่รังเกียจ ช่วงนี้ผมสับสน และทัศนคติของผมก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก กลายเป็น เออหนอ ร็อคแอนด์โรลมันก็ต้องแข็งกร้าวสินะ เสน่ห์ของพั้งค์ร็อคคือความหยาบความดิบไม่ใช่หรือ มันก็เป็นความสวยงาม เป็นศิลปะ เป็นปรัชญาของพวกเขา ทั้งเสียงกลอง เสียงกีตาร์ ทั้งเสียงร้อง, เนื้อร้อง มันต้องโครมคราม แรงๆ ดุๆ
แมนๆ  วงร็อคที่ดีนั้น เขาดิบเขาก้าวร้าวให้เห็นอย่างชัดเจนมาแล้วตั้งแต่ชื่อวง เช่นพวกพี่พี่ที่เป็นเหล็กเป็นเครื่องยนต์อย่าง Metallica, Motorhead, Rage Against the Machine พวกที่เล่นกับความตาย : Megadeath, Slayer, The Killers พวกที่ร้ายแรงเป็นโรคภัย : Anthrax, Venom, Poison หรือที่แอนตี้ศาสนาเห็นๆ อย่าง Black Sabbath หรือ Judas Priests..
เป็นร็อคต้องขบถ ต้องเถื่อน ต้อง provocative โอเค โอเค

ตอนหลังอาดัมเลือกมาอีกเพลง ของ The Strokes ชื่อเพลง Last Nite ผมโหลดจากยูทู้ปมาฟัง
ท่อนแรกไม่มีปัญหาใดๆ

Oh, baby I don’t care no more.         พอแล้ว ฉันเลิกแคร์
I know this for sure.                        ที่ฉันจะทำแน่ๆ
I’m walking out that door.                คือจากไปไม่เหลียวแล

ท่อนต่อมา โดดเด่นมาก
Oh, baby I don’t care no more.         พอแล้ว ฉันเลิกแคร์
I know this for sure.                        ที่ฉันจะทำแน่ๆ 
I’m gonna shit on your floor,             ฉันจะขี้รดบ้านแก
Yeah.                                            เย่. (ทำเสียงแบบ ใช่ ฉันทำแน่)


ผมโทรหานิค  “นิค, นี่เราจะเถื่อนกันเกินไปไหม?” shit on the floor นี่มันก้าวร้าวมากเลยนะ? ปรากฏว่านิคไม่เคยได้ยินเวอร์ชั่นนี้ อาดัมก็ไม่เคย เพราะมันเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่มีอยู่ในอัลบั้มต้นฉบับ ในวันซ้อมเราจึงต้องมานั่งคุยกันอีกว่า ตกลงเราจะร้อง “จากไปไม่เหลียวแล” หรือจะ “ขี้รดบ้านแก” ดี?

ร็อคซึมเข้ากระแสเลือด, ผมบอกอาดัมว่า “ขี้รดบ้านแม่งเลย.”





+โปรดอ่านคอมเม้นท์ท้ายเพลง Last Nite ใน http://www.youtube.com/watch?v=f1vvUec71v8

I Still Can't Say Goodbye by Chet Atkins

posted on 08 May 2009 16:54 by chubbyhole



R.I.P.

ดูแลตัวเองกับม๊านะครับ