ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล

posted on 14 May 2008 15:03 by chubbyhole  in Head-in-the-Hole

(เสียงปรบมือ)
ชบฮ. : (พูดกับกล้อง) “ใครๆ ก็อยากทำให้เด็กเป็นทหาร เพราะว่ามันปกครองง่ายดี เด็กยังไม่รู้เหตุผล อธิบายให้ตายก็ยังปีนป่ายทำลายข้าวของ การสั่งห้ามจึงง่ายกว่าการพูดอธิบายเหตุผลผิดถูก ทั้งที่รู้ว่าเด็กควรจะได้ปีนป่ายอย่างอิสระ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ยังชอบเห็นเด็กเรียบร้อย, ยกมือไหว้อย่างนบนอบ”
(ตัดไปที่กล้องอีกตัว ชบฮ.หันหน้าตาม) “–มันดีจริงหรือ? เคยเห็นเด็กตาโล่งๆ ในทีวีไหม? บางทีมันน่าขนลุกเพราะน้องๆ ซอมบี้เหลือเกิน, ตาไม่มีแววเหมือนเป็นทหาร ผมเคยเห็นครั้งหนึ่ง นักข่าวไปสัมภาษณ์เด็กที่ค่าย(นาซี)ปรับปรุงพัฒนาเยาวชนอะไรสักอย่าง มาค่ายมีประโยชน์ยังไงคะ “ก้อ.. ทำให้มีระเบียบวินัยมากขึ้นค่ะ” กลับบ้านจะทำอะไรบ้างคะ “ก้อ.. จะช่วยทำงานบ้าน, ทำการบ้าน, เป็นเด็กดีค่ะ” ตอบกันแถวๆ นี้ ท่องมา ซ้ำๆ กัน ไม่เคยสงสัย ไม่เคยถาม ทหารชัดๆ , เค้าเปลี่ยนเด็กให้เป็นทหารได้อย่างที่เขาต้องการ ซ้ายหัน ขวาหันได้ตามใจ”

“ผมมีเรื่องจะฟ้องท่านผู้ชมมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กหรอกครับ, มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติโดยรวม พูดคนเดียวคงจะไม่หนักแน่นน่าฟัง วันนี้“ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล”ขอเชิญ คุณเมฆ มณีวาจา หรือคุณไมเคิล ไรท (Michael Wright) มาร่วมสนทนา”
(ท่านผู้ชมในห้องส่งปรบมือ, คุณ Michael นั่งลงบนเก้าอี้นวม)
ชบฮ. :    “Hi Mike, how are you?”
Michael : “สวัสดี ชับบี้โฮล”
ชบฮ. :    “พูดไทยได้ด้วย!”
Michael : “นี่อย่ามามุก”

ชบฮ. : (หันมาพูดกับท่านผู้ชม) “ผมเพิ่งรู้จัก ไมเคิล ไรท เมื่อต้นปีนี้เอง ผมชอบหนังสือ “ไมเคิล ไรท มองโลก” กับ “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” คุณไมเคิลเล่าเรื่องโลกและเมืองไทยให้ผมฟังอย่างสนุกสนานและเข้าใจง่าย สำหรับผมแล้วแกเป็น “ตลก” คนหนึ่ง, เป็นตลกร้ายแบบที่ผมชอบเสียด้วย แบบที่อ่านแล้วจุกๆ อึ้งๆ
คุณไมเคิลเป็นฝรั่งมาจากประเทศอังกฤษ (กล้องจับที่ Michael) แต่แกเก่งภาษาไทยกว่าผมและคนไทยหลายๆ คน คำเก๋ๆ อย่าง อุตตระโลก -spiritual world, อุษาคเนย์ -Southeast Asia อะไรแบบนี้ ผมได้ยินจากแกเป็นครั้งแรก..
คำหรูๆ อย่าง “รัฐราชการ” -Bureaucratic State หรือ “รัฐอัตตาณานิคม” -Auto Colony ก็เช่นกัน คือผมเพิ่งรู้ว่า “รัฐ” อย่างบ้านเรานี่ เขาเรียกกันว่า “รัฐราชการ” เป็นรัฐราชการ ที่ปกครองตัวเองแบบอาณานิคม คุณไมเคิลพูดเรื่องนี้ในบทความตอนที่เกี่ยวกับหนังสือ “คู่มือวัยใส” (ชบฮ.ถอนหายใจ แล้วหันมาทางท่านผู้ชม) ผมต้องเล่าสักหน่อยก่อนว่าหนังสือ “คู่มือวัยใส” นี้ เป็นหนังสือเพศศึกษาสำหรับวัยรุ่น ตอนที่วางจำหน่ายมีกลุ่มป้าแก่กลุ่มหนึ่งชิ้วช้าวไม่ชอบใจ เพราะหนังสือใช้คำว่า “ชักว่าว” กับ “ตกเบ็ด” คุณไมเคิ่ลชี้ว่า การต่อต้านหนังสือ “คู่มือวัยใส” นี้ สะท้อนลักษณะของระบบการศึกษาตามแบบ “อัตตาณานิคม” ตรงนี้อยากให้คุณไมเคิ่ลช่วยอธิบายด้วยครับ ว่ามันเพี้ยนและมีส่วนสร้างความเสียหายให้มนุษยชาติอย่างไร”

(กล้องจับที่ Michael)
Michael : “ด้วยความยินดี. รัฐที่ปกครองตัวเองตามแบบอาณานิคมนั้น ย่อมใช้การศึกษาเพื่อสร้างประชาราษฎรที่เชื่อง ว่านอนสอนง่าย (docile) ที่รู้เฉพาะวิชาชีพ (trades) แต่ไม่รู้วิชาชีวิตที่จะทำให้เขาสามารถคิดเอง ตัดสินใจเอง และปกครองกันเองโดยไม่เกรงกลัว
การศึกษาสำหรับอาณานิคมนั้น ย่อมมี :
๑. การปิดบังความจริงบางประการ
๒. การสร้างปมด้อยให้นักเรียนไม่ไว้ใจตนเอง
๓. โกหกพกลม” (*1)

ชบฮ. :    “โดยส่วนตัว, คุณไมเคิ่ลมีความเห็นอย่างไรกับ คำว่า “ชักว่าว” และ “ตกเบ็ด” ”
Michael : “ผมน่ะไม่สเน่หานักหนากับคำว่า “ชักว่าว” หรือ “ตกเบ็ด” แต่ผมเห็นว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง และจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรใช้ศัพท์สองคำนี้ ไม่ใช่เพื่อชวนให้เด็กทำ เพราะไม่จำเป็นต้องชวนหรอก แต่เพื่อให้เด็กเข้าใจว่า อัตตกามกิจเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ห้าม ไม่มีโทษ ไม่น่ากลัว เด็กจะได้ไม่รู้สึกกระวนกระวาย มีความผิด สกปรก จนเกิดเป็นโรคจิต มีปมด้อย” (*2)
ชบฮ. :    “ผมว่า ชักว่าว กับ ตกเบ็ด ฟังดูเป็นมิตรกว่าแน่ๆ ครับ คำว่า “ประกอบอัตตกามกิจ” หรือ “อัตตกามบริหาร” มันเคร่งเครียดจริงจังเหมือนกำลังจะประกอบกิจการใหญ่โต”
Michael : (หัวเราะ) “ท้ายบทความนั้น, จำได้ไหม? ที่ผมขออนุญาตใช้สูตร “คุมคำ คุมความหมาย คุมความคิด คุมคน” ของอาจารย์เกษียร เตชะพีระมาประกอบกับเรื่องนี้..”
ชบฮ. :    (พยักหน้า)
Michael : “ทำไมสูตรของอาจารย์เกษียรฉายแสงสว่างเข้ามาในเรื่องนี้? ว่าง่ายๆ
-ผู้ใหญ่ที่เกลียด “คู่มือวัยใส” ต้องการคุมคำ -ชักว่าว ตกเบ็ด, เพื่อคุมความหมาย -ให้ชั่วร้าย น่าเกลียด, เพื่อคุมความคิด –ให้กลัว, เพื่อคุมคน -เด็กๆ ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า..
ที่จริงการต่อต้าน “คู่มือวัยใส” ไม่ได้เป็นเรื่องการชักว่าว ตกเบ็ด มันไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องอำนาจ หรือการสงวนอำนาจของคนที่มีจิตใจเผด็จการนิยม” (*3)
ชบฮ. :    “เฮ่อ, Fascist สุดๆ ”
Michael : “ช่าย..”

ชบฮ. :    “ผมสงสัยเรื่องระบบการศึกษาของบ้านเรามาตลอด และคุณไมเคิ่ลก็อธิบายให้ฟังหลายครั้ง มีตอนนึงที่คุณยกประเทศอินเดียมาเป็น “คันฉ่อง” –สะท้อนดูประเทศไทย.. ”
Michael : “อ๋อ ตอนนั้นผมอธิบายว่า ระบบการศึกษาของไทยนั้นเกิดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (รัชกาลที่ ๕ – ๖ ราว พ.ศ.๒๔๑๑ - ๒๔๖๙) ซึ่งตรงกับสมัยที่จักรวรรดินิยมตะวันตกแผ่อำนาจกว้างที่สุดและแรงที่สุด.. ระบบการศึกษาของสยาม / ไทย จึงน่าจะถ่ายแบบมาจากระบบการศึกษาของอังกฤษในอินเดีย ว่าโดยง่าย เป็นระบบการศึกษาสำหรับอาณานิคม ที่มุ่งหมายป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำราชการ, แต่ยับยั้งไม่ให้เยาวชนคิด, เข้าใจ หรือ จินตนา
ระบบนี้มีประโยชน์ต่อการปกครองของรัฐราชการ จนแม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง -พ.ศ.๒๔๗๕ จนทุกวันนี้, แทบไม่มีใครกล้าแตะต้อง” (*4)

(กล้องจับที่ใบหน้าเซ็งของทั้งคู่ เห็นเงียบกันนาน, โปรดิวเซอร์จึงตัดเข้าโฆษณา)
(ครู่หนึ่งก็กลับมา, ท่านผู้ชมปรบมือ)

ชบฮ :    “คุยเรื่องหนังดีกว่า ผมไปดูการ์ตูนเรื่อง “นาค” มา”
Michael : “อือ”
ชบฮ :     “โอ่โห, Fascist สุดๆ ”
Michael : “อือ”
ชบฮ :     “ที่หนังสอนมันตรงข้ามกับ Empiricism ทุกอย่างเลยไม้ค์! ทุกอย่างไม่มีการพิสูจน์ ไม่อิงเหตุผล ไม่ต้องทดลองให้หมดสงสัย ไม่ต้องมีหลักฐานแบบวิทยาศาสตร์ หนังสอนให้เด็กเชื่อว่าตัวเขาไม่มีคุณค่า พึ่งตัวเองไม่ได้, สิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินและกำหนดให้ทุกอย่างเกิดขึ้น สติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ -ไม่สำคัญเลย
ดูแล้วรู้สึกว่าเขา (คนทำหนัง) พยายามทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย แล้วก็พยายามทำให้เรากลัว นี่มันสูตรคลาสสิคของ Fascism ใช่ไหมไม้ค์? สร้างความกลัว เสร็จแล้วก็เสนอยาแก้พิษ -ซึ่งก็คือศาสนา
ในหนังนะไม้ค์, มีตอนนึงที่โอย จะแพ้แล้ว, สู้ปีศาจไม่ได้แล้ว เขา (คนทำหนัง) ทำยังไงรู้มั้ย? เขาให้เด็กๆ ในเรื่องหลับตาพริ้ม, ยกมือขึ้นพนม โอ เสร็จแล้วปีศาจมันจะหายไปเอง พวกหนูไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น เพราะพวกหนูทำไม่ได้, มันไม่ใช่เรื่องของหนู, ชีวิตของหนูนั้นขึ้นอยู่กับนักบวชและผี ตัวหนูไม่เกี่ยวเลย หนูไม่มีความสามารถ, ไม่มีคุณค่า, และไม่ใช่เจ้าของชีวิตของหนูเอง มันทำกันแบบนั้นเลยนะไม้ค์! นี่มันปิดบังความจริง, สร้างปมด้อย, แล้วก็โกหกพกลม ตามสูตรเดี๊ยะ!
มีตอนไหนมั่งที่พูดถึง ‘พุทธปรัชญา’?, ไม่มี!”
Michael : “ใจเย็น ชบฮ.”
ชบฮ. :    “ผมจำที่ไม้ค์เขียนได้แบบคำต่อคำ ไม้ค์ว่า : “ในบรรดานักปราชญ์ทั้งกรีกและอินเดียทั้งหลายทั้งปวง มีแต่ศากยมุนีเท่านั้นที่ไม่หลงเข้าไปในแดนสนธยาแห่ง Metaphysics หรือ Idealism ท่านสอนเฉพาะตรรกวิทยา (Logic ในพรหมชาลสูตร) จริยศาสตร์ (Ethics ในสูตรทั่วไป) และวิชาญาณ (Empiricism ในกาลามสูตร)
พราหมณ์ผู้ใดเข้าหาศากยมุนีที่ใด ถามเรื่องสูงๆ ฟ้าๆ ท่านได้แต่ดึงพราหมณ์ผู้นั้นกลับสู่ปัญหาที่มนุษย์ประสบบนพื้นดิน วัตถุนี้คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรคสู่นิโรธ” ผมพูดถูกไหม? ” (*5)
Michael : “แม่น”
ชบฮ. :    “มันทำให้ผมโมโห เมื่อคิดได้ว่าที่จริงเขา (คนทำหนัง) ไม่ได้สนเรื่องศาสนาหรอก เขากำลังพยายามล้างสมอง, ควบคุมจิตใจเด็กๆ ต่างหาก ให้เด็กอยู่ในโอวาท ให้ปกครองง่าย มันคือวิธีการที่ Fascism ใช้กันตลอดมา ปิดบังและโกหกเพื่อสร้างความสงบและความสามัคคีปลอมๆ ..
..ไม้ค์รู้ไหมว่าคำพูดที่เป็น “คีย์เวิร์ด” ของหนังเรื่องนี้คืออะไร?”
Michael : “อะไร?”
ชบฮ. :    “บางทีเราก็ต้องสละชีวิตเพื่อส่วนรวม..”
Michael : “Shit..”
ชบฮ. :    “ไม่มีเหตุผลเลย! เด็กไทยตาโล่งเป็นทหารซอมบี้กันหมดแล้ว ท่าน (Fascism และสมุน Fascism) ยังจะต้องการอะไรอีก สละชีวิตเพื่อ “ส่วนรวม”, มันก็แปลว่าเพื่อ “แผ่นดิน”, ซึ่งก็แปลว่าเพื่อ “ชาติ” ในที่สุด คือ -ถ้าเขาจะโฆษณาชวนเชื่อให้คลั่งชาติโดยใช้คำว่า “ชาติ” ตรงๆ , มันก็จะดู “คลั่งชาติ” กันแบบโจ่งแจ้งเกินไป, มันไม่งาม นั่นเอง
จุดมุ่งหมายของพวกเขา คือการปลูกฝังให้เด็กเชื่อฟัง, ทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องถามหาเหตุผล
เขาฝังมันลงไปในหัวเด็กให้เด็กเชื่อง, เป็นทหาร.แค่นั้นแหละ, โปรดักชั่นทั้งหมดทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคีย์เวิร์ด-“เสียสละชีวิตเพื่อส่วนรวม” “ถ้าชาติต้องการล่ะก็, น้องๆ จะต้องยอมสละให้แม้ชีวิต”
ผมอยากให้เด็กทุกคนดูหนังเรื่องนี้, แล้วถามว่า “ทำไมวะ?” (“What the fuck?..”) ”

Michael : (จิบชา) “ Fascism น่ะไม่สนอะไรหรอก.. มนุษยธรรม, ความยุติธรรม และแม้กระทั่งชีวิตของประชาชนก็ไม่สำคัญเท่าการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจปกครอง หรือว่าอีกนัยหนึ่ง, “พลังคือความถูกต้อง -Might is Right” ” (*6)

“โดยพื้นฐานแล้ว Fascism ปฏิเสธทั้งสังคมนิยมและประชาธิปไตยเสมอกันว่าอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล มนุษย์แต่ละคนไม่มีความหมายนอกจากเป็น “หน่วยหนึ่งของรัฐ (a Creature of the State)” มีหน้าที่เชื่อฟัง, นบนอบรับใช้รัฐ, และ ตายหรือฆ่าเพื่อรัฐ ปัญญาและวิจารณญาณเป็นสิ่งที่ต้องห้าม, การหลับตาเชื่อท่านผู้นำเป็นคุณยอดเยี่ยมของพลเมืองดี..” (*7)

“ Fascism จะเล่นเรื่อง “ชาติ” เรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของชนชาติ, เชื้อชาติ, ภาษา, ศาสนา, วัฒนธรรม.. อย่างนโยบายปลุกระดมความหลงชาติ คลั่งชาติ (Extreme Nationalism) ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษ เริ่มใช้ธงชาติ เพลงชาติ คำขวัญ God, King, and Country, ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลก -มุสโสลินีเชื่อว่า “ Fascism คือการผูกมัดอำนาจรัฐกับบรรษัท”, นาซีฮิตเล่อร์กับลัทธิชาตินิยมคลั่งผิวรุนแรงในเยอรมันนี, บท “รัฐนิยม” ของตุรกี ที่บังคับชาวบ้านให้แต่งตัว “สากล” และยกเลิกประเพณีเก่าแก่, หรือการใช้พระจักรพรรดิอำพรางเผด็จการทหารในญี่ปุ่น..”

“ในสยาม / ไทย จอมพลป. พิบูลสงคราม ได้ยับยั้งการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของคณะราษฎร์แล้วก่อตั้งรัฐเผด็จการทหารตามแบบญี่ปุ่น ท่านใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างหลักสูตรการศึกษารองรับเพื่อก่อให้เกิดความหลงชาติ-คลั่งชาติ
“รัฐนิยม” ของท่านคล้ายของตุรกี ประกาศเพื่อคุมวัฒนธรรม, ให้คนไทยในชนบทอยู่ในโอวาทของรัฐ และแปลกแยกชนชาติอื่นภายในประเทศให้ตกนอกขอบ
“ความเป็นไทย..”

“หลังสงครามโลก Fascism หายไปจากหลายๆ ประเทศ ในปี ๑๙๔๕ มุสโสลินีถูกชาวบ้านจับยิงเป้าแล้วแขวนศพประจาน, ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย และโตโจถูกแขวนคอ..
ในยุโรป, ลัทธิ “เชื่อผู้นำ” ของฟาสซิสท์ และลัทธิ “คลั่งชาติ” ของนาซี ถูกถอดรื้อโดยสิ้นเชิงจนไม่มีใครนับถือ, ไม่มีวันจะผุดจะเกิดอีก” (*8)

“..แต่ในเมืองไทยไม่เป็นเช่นนั้น
-ปี ๑๙๔๖ เกิดสงครามเย็นขึ้นมา โลกตะวันตกต้องการ “ไทยแลนด์” เป็นสัมพันธมิตรที่เข้มแข็งฝ่ายขวา เพื่อต่อต้านกระแสคอมมิวนิสต์ในอุษาคเนย์ นายแปลกและพรรคพวก, ถูกเรียกกลับสู่อำนาจอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมทั้งลัทธิเผด็จการและลัทธิคลั่งชาติ
“เสรีไทย” ถูกลบล้างจากความรับรู้ของประชาชน, ขบวนการเสรีนิยมถูกปราบปราม, ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยถูกวิสามัญฆาตกรรม (*9)

-หลัง ๑๔ ตุลา ๑๙๗๓.. ถึงปัจจุบัน, การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกขัดแข้งขัดขาตลอดมา ทั้งนี้เป็นเพราะ :
๑. ข้าราชการทหารพลเรือนบางส่วนยังคงสืบทอดเจตนารมณ์เผด็จการ Fascist จากสมัยจอมพล ป. และ
๒. ทัศนคติชั่วร้ายของ Fascism ว่าด้วย “ชาติ” และ “อำนาจ” ยังถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์แบบในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ” (*10)

“-หลักสูตรประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการที่สอนอยู่ในโรงเรียนทั่วประเทศจนทุกวันนี้ ก็ยังเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาติตามหลักของพรรคนาซีเยอรมันครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง” (*11)

ชบฮ. :    “แย่แล้ว.. ท่านผู้ชมครับ, Fascism มันอยู่ทุกที่เลย, เราและเด็กๆ ของเราท่าจะแย่เสียแล้ว”
Michael : “ใช่.. แย่แน่ๆ ”
ชบฮ. :    “วันนี้เวลาหมด, ขอขอบคุณ คุณไมเคิ่ล ไรท, แขกรับเชิญพิเศษของ ‘ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล’ (เสียงปรบมือ) สนุกมากครับไมเคิ่ล, เศร้า แต่ก็สนุก ขอบคุณครับ”
Michael : “ยินดี ยินดี”
(เสียงปรบมือ)



(ป้ายไฟ “ออนแอร์” ดับลง ทั้งคู่ลุกขื้นยืน)
ชบฮ. :    “สูบบุหรี่ไหมลุง”
Michael : “ไปดิ”
ชบฮ. :    “ถ้ามีตังค์ ผมจะสั่งพิมพ์หนังสือของลุงเยอะๆ แล้วไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ”
Michael : “เอาไปบริจาคให้ห้องสมุด?”
ชบฮ. :    (ส่ายหน้า) “เอาไปต้มให้ครูกิน, รอนักเรียนอ่านเองมันจะช้าไป”
Michael : (หัวเราะ)



‘ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล’ เป็นรายการทอล์คโชว์ที่มิได้เกิดขึ้นจริง ชบฮ.ไม่เคยพบกับไมเคิ่ล ไรท แต่สิ่งที่ไมเคิ่ลพูด(เฉพาะส่วนที่เป็นสาระ)นั้น มีปรากฏอยู่จริงในหนังสือ “ไมเคิล ไรท มองโลก” และ “โลกนี้มีอนาคตหรือ? ( ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” (บทความจากทั้งสองเล่มเคยถูกตีพิมพ์ในมติชนรายสัปดาห์)
โปรดลองอ่านทั้งสองเล่ม แล้วคุณจะรู้ว่าไมเคิ่ลไม่โกรธผมหรอก, ที่เผยแพร่งานของแกและเอาแกมาล้อเล่นโดยไม่ขออนุญาต

-แกเป็นคน liberal, ใจกว้าง และมีอารมณ์ขัน





*1 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 32
*2 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 34
*3 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 35
*4 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 125
*5 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 66
*6 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 122
*7 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 163
*8 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 164-165
*9 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 60
*10 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 166
*11 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 61




เรื่องเล่าหลังฤดู

posted on 07 May 2008 18:58 by chubbyhole  in Head-in-the-Hole


สวัสดีนะ
ขออภัยที่หายไปนาน ช่วงที่ผ่านมา ชีวิตวุ่นวายด้วยเรื่องหลายเรื่อง ผลัดขนเสร็จ, จำศีลต่อ หลับไปเดือนกว่าตื่นมาก็เข้าฤดูผสมพันธุ์อีก..
หมดฤดู ผมก็ว่าง, ว่างแล้วก็ขี้เกียจเหลือเกิน
วันๆ –เบาหวิว ว่างเปล่า

เพื่อนๆ และครอบครัวเริ่มถามว่า จะ “เบาหวิว” อีกนานไหม? เบาหวิวอะไรกัน อยู่เฉยๆ แต่ผมก็ “คิด” นะ ไม่ใช่ไม่คิด ผมแค่มีปัญหาในการเริ่มลงมือทำ แล้วมันก็ไม่ใช่ความผิดของผมเลย ที่ผมกำลังเป็นอยู่ในตอนนี้ การแพทย์สมัยใหม่เขาเรียกว่า “ถูกผีสิง”

มันคือผีขี้เกียจ

ผีขี้เกียจ เมื่อครั้งที่มีชีวิต –ขี้เกียจมาก ตายแล้วจึงไปไหนไม่ได้ พวกเขายังมีห่วงอยู่มากมาย มันคือสามร้อยเรื่องที่ยังไม่ได้ทำหรือยังทำไม่เสร็จนั่นเอง ก็เล่นผัดวันประกันพรุ่งมาตลอดชีวิต ผีขี้เกียจนั้นชอบคิดฝัน ความคิดแล่นวาบเข้ามาก็จับมาพัฒนาเป็นแผนงานใหญ่โต ยิ่งคิดยิ่งบรรเจิด แต่พอตั้งใจจะลงมือทำ อยู่ๆ มันก็กลับท้อแท้ขึ้นมา เป็นอย่างนี้ทุกที กลายเป็นนั่งหดหู่ถอนหายใจ แล้วก็ใช้เวลาที่เหลือในวันนั้นปลอบประโลมตัวเอง ว่าแม้ไม่ทำในวันนี้มันก็ไม่สายเกินไปหรอกนะ งานทั้งหมดนั่นจะสำเร็จลงได้ในวันพรุ่งนี้ วันพรุ่งนี้, วันใหม่, แสงอาทิตย์ใหม่ สัญลักษณ์คลาสสิคของความหวังและการเริ่มต้น วันพรุ่งนี้ ทุกอย่างจะต้องดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย วันนี้หม่นหมองเกินไปแล้ว เราควรออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แล้วกลับมานอนคิดฝันอย่างท้อแท้จะดีกว่า
-ผีขี้เกียจดำเนินชีวิตด้วยปรัชญาแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่เสียชีวิต ไม่ทันได้สะสางธุระมากมาย, แย่เลย จนถึงวันตายมีความฝันค้างอยู่เป็นร้อย บางคนเป็นหมื่น (ฝันใหม่ทุกวัน)

ผมเชื่อว่าตอนนี้ผมกำลังถูกผีขี้เกียจอย่างน้อยสามตัวเล่นงานอยู่ คอยเกาะแข้งเกาะขาให้ผมเคลื่อนไหวช้าๆ หรือถ้ามันร่วมกันนั่งทับไม่ให้ผมลุกจากที่นอน ตอนนั้นผมจะรู้สึกขี้เกียจแบบไม่เป็นตัวของตัวเอง ขี้เกียจผิดมนุษย์มนา เอาแต่นอนคิดและพัฒนาความคิดอยู่บนเตียง ขี้เกียจกินข้าวก็กินน้อยลง, เริ่มไม่อาบน้ำและไม่ทำความสะอาดบ้าน ช่วงนี้เองที่ผีขี้เกียจชวนเพื่อนสนิท- “ผีสกปรก” มาค้างด้วย ผมรู้ เพราะช่วงนี้ผมสกปรกมาก -สกปรกแบบไม่เป็นตัวของตัวเอง

ผมคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง ผีขี้เกียจมิได้มีฤทธิ์บ้าอย่างผีบ้าชนิดอื่น ที่มาเข้าสิงให้คุณทำอะไรอุตริสัปดน ผีขี้เกียจแค่ทำให้คุณขี้เกียจ แค่นั้น มันอาจจะมีแผนการชั่วร้ายสุดๆ แอบแฝงอยู่ แต่คุณไม่ต้องกลัว เพราะถ้าเป็นผีขี้เกียจ มันก็ได้แต่คิดเท่านั้นแหละ ไม่ลงมือทำหรอก การนี้ยังไม่ควรต้องพึ่งคุณหมอทางไสยศาสตร์ ผมจึงไปหาจิตแพทย์

คุณหมอเป็นคนใจดี ให้กำลังใจและเข้าข้างเราทุกเรื่อง แกพูดถึงโรคซึมเศร้าหลายครั้ง คุยเสร็จก็ให้ยามากิน
-มันคือยายิ้ม
ทำจากอะไรก็ไม่รู้ กินแล้วเบาๆ ใสๆ มองไปทางไหนก็สวยงาม เหมือนความปิติมันเอ่อท้นขึ้นมาจนใกล้จะหยดออกทางปลายนิ้ว รื่นรมย์และเอื้ออาทรเกินปกติ ยิ้มทักทายมันทุกคน (ก่อนนี้ไม่เคยทำ) ให้เงินขอทานคนละยี่สิบบาท ภาพของคนทุกข์ยากทำให้น้ำตารื้น แต่ก็รีบเปลี่ยนเป็น –ไม่, เราจะไม่เศร้า ไม่สงสาร เพราะมันเห็นๆ อยู่ว่าจากนี้ไปพวกเขาจะเป็นอยู่สุขสบายขึ้น โลกเต็มไปด้วยความหวัง พวกเขาจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคง ทั้งหมดเริ่มจากยี่สิบบาทของผม น้ำตารื้นออกมาอีก คราวนี้เพราะตื้นตันเปี่ยมสุข

ผมรู้สึกดีจนน่ากลัว ก็มันไม่ใช่ตัวผม
-มันคือยายิ้มต่างหาก ยาคลายเคียด, ยานอนหลับ, ระงับประสาท, สงบประสาท เหล่านี้ ช่วยคุณเคลิ้มฝันรู้สึกดี ซึ่งถ้าคุณป่วยนักเครียดนัก หมอเขาก็จะแนะนำ ทำนองว่ามันจะช่วยผลักฟันเฟืองในสมองให้เคลื่อนไหวทำงาน, หลั่งสารเคมีที่ทำให้อารมณ์ดีออกมา (ผมและเพื่อนๆ จึงเรียกมันว่ายายิ้ม) ทีวีอเมริกาโฆษณาขายยายิ้มกันเอิกเกริก ตอนท้ายโฆษณาบริษัทยาทั้งหลายจะกระซิบบอกคุณว่า “ลองคุยกับหมอของคุณเรื่องยานี่สิคะ ว่าเหมาะกับคุณไหม” (มันเป็นยาอันตราย ที่ต้องใช้ใบสั่งยาจากแพทย์) จนมีคนล้อว่า คุณหมอในตอนนี้ก็เหมือนคนค้ายา (drug dealer) ส่วนตัวของคุณ เรื่องนี้พูดยาก เพราะตอนนี้มีคนเครียดคนบ้าเพิ่มขึ้นมากเหลือเกิน มีดีมานด์ก็ต้องซัพพลายกันไป ที่ผมไม่ชอบมัน(ยายิ้ม) เพราะมันทำให้ผมไม่เป็นตัวของตัวเอง มัน “เปลี่ยน” บุคลิกภาพแบบน่ากลัวเกินไป และในตอนที่เศร้ามาก ท้อแท้มาก ยาช่วยไม่ได้หรอก ถึงจุดหนึ่ง ร่างกายจะบอกคุณว่า หลอกฉันไม่ได้หรอกย่ะ ฉันดื้อด้านไปหมดแล้ว กินหมดซองก็ไม่ยิ้ม เธอเครียดอะไรก็แก้ซะที่สาเหตุเถอะนะ กล้าๆ หน่อย ขยันๆ หน่อย

ใช่ ขยันๆ หน่อย
ผมคงทำได้ ถ้าไม่มีผีขี้เกียจเกาะตามตัวอยู่อย่างนี้

 

 

 


-หายไปนาน คิดถึงนะ คิดถึง


For My Lover

posted on 16 Feb 2008 22:09 by chubbyhole  in Melancholy-Hole

Tracy Chapman, เธอดูเหมือนทอมบอยหวานๆ คนหนึ่ง หลายเพลงของเธอ, มีเนื้อหาเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม ผมชอบเสียงเธอ ทุ้มต่ำมีเสน่ห์มาก เธอร้องเพลงเศร้าซึ้งจนทำผมร้องไห้มาแล้ว ( เพลง A Hundred Years (ชุดสอง Crossroads) ขึ้นมาก็โดนเลย :
Baby sweet baby, won't you please come on back home to me
I've been so lonely. These few days feel like a hundred years
แปลไม่ได้, เดี๋ยวร้องไห้อีก
)


เพลง For My Lover อยู่ในชุดแรกของเธอ (debut album ปี 1988 .. เวร, นั่นมันเมื่อยี่สิบปีก่อน ทำไมผมแก่แบบนี้) เพลงเพราะทั้งชุด เพื่อนๆ ชอบกันทุกคน

เธอออกผลงานชุดแรกตอนเรียนมหาวิทยาลัย เพลงนี้บอกเรื่องเศร้าของเธอกับ.. ไอ้หยู ตัวดี




For My Lover -Tracy Chapman

Two weeks in a Virginia jail         ติดคุกอยู่สองสัปดาห์
For my lover, for my lover          ก็เพราะเธอ, ก็เพราะเธอ
Twenty thousand dollar bail       ค่าประกัน สองหมื่นดอลล่าร์
For my lover, for my lover          ก็เพราะเธอ, ก็เพราะเธอ

And everybody thinks                  เพื่อนมันว่าฉันโง่
That I'm the fool                        แต่ใครจะรู้
But they don't get                     ถ้าไม่เคยลิ้มลอง
Any love from you                      รสรักจากหยู

The things we won't do for love       เรื่องบ้าๆ ที่เขาไม่ทำกัน
I'd climb a mountain if I had to          ยอมลำบาก ขึ้นเขาขึ้นภู
Risk my life so I could have you         เสี่ยงอันตราย ฉันทำได้ เพื่อหยู
You, you, you...                             หยู, หยู, หยู...

Everyday I'm psychoanalyzed                    คุณหมอต้องมาตรวจทุกวัน
For my lover, for my lover                        ก็เพราะมัน, ก็เพราะมัน
They dope me up and I tell them lies        หมอมอมยา ฉันพูดจาเพ้อฝัน
For my lover, for my lover                        ก็เพราะมัน, ก็เพราะมัน

And everybody thinks            เพื่อนๆ มันก็ด่า
That I'm the fool                  ว่าน่าอดสู
But they don't get               แต่พวกมันไม่เคย
Any love from you                ลองรักจากหยู

The things we won't do for love           ใครจะบ้ารักได้ขนาดนี้
I'd climb a mountain if I had to              ฉันต้องขึ้นเขา คว้าดาวให้มันดู
Risk my life so I could have you             ฉันยอมเสี่ยงตาย เพื่อชายชื่อหยู
You, you, you...                                 หยู, หยู, หยู...

I follow my heart                          จะทำตามหัวใจ
And leave my head to ponder        ถอดหัวไว้ คิดทบทวน
Deep in this love                          ลึกในรักนี้
No man can shake                        มิมีแปรปรวน
I follow my heart                         จะทำตามหัวใจ
And leave my mind to wonder       ถอดจิตไว้ คิดใคร่ครวญ
Is this love worth                         ว่ามันคุ้มไหมนะ
The sacrifices I make?                   นี่กูทำอะไรลงไปเนี่ย

Two weeks in a Virginia jail                 ติดคุกอ่วม สองสัปดาห์
For my lover, for my lover                  ก็เพราะมัน, ก็เพราะมัน
Twenty thousand dollar bail               ค่าประกัน สองหมื่นดอลล่าร์
For my lover, for my lover                  ก็เพราะมัน, ก็เพราะมัน

Everyday I'm psychoanalyzed                 ทุกวันนี้อยู่ศรีธัญญา
For my lover, for my lover                     ก็เพราะเธอ, ก็เพราะเธอ
They dope me up and I tell them lies     โดนวางยา, ต้องมุสา
For my lover, for my lover                     ก็เพราะเธอ, ก็เพราะเธอ

And everybody thinks               เพื่อนๆ ก็ว่า
That I'm the fool                     ฉันนี่โง่น่าดู
But they don't get                  แต่พวกมันต้องลอง
Any love from you                   ลองรักกับหยู

The things we won't do for love              ไม่แจ๋วจริงใครจะยอมแบบนี้
I'd climb a mountain if I had to                 ขึ้นภูเขา ไปทำไมไม่รู้
Risk my life so I could have you                เสือกัดเกือบตาย ก็ทำได้ เพื่อหยู
You, you, you...                                    หยู, หยู, หยู...

 

 

 

ป้านีน่า ซีโมนก็โดน.. หยูแต่ต้นเพลงเลย.. คงจะแจ๋วจริง ใครก็รัก ใครก็หลง

(แล้วผมจะเล่าเรื่องของป้านีน่าในโอกาสต่อไป
สวัสดีครับ)

 



The Cardigans
เป็นวงร็อคจากสวีเดน มีนักร้องเป็นผู้หญิงเสียงแมวน่ารัก เธอชอบร้องกระซิบออดอ้อน ผมเพิ่งฟังชุด Long Gone Before Daylight (2003) มีเพลงเพราะมากมาย เนื้อเพลงก็เพี้ยนดี, ถูกใจ อย่างเพลง 3:45 No Sleep ซึ่งเป็นเพลงช้า หวาน ซึ้ง มีท่อนนึง -ฉันตื่นขึ้นพร้อมแมลงสาบ (I’m waking with the roaches) อีกท่อน –ฉันออกเดทกับภูติผีโบราณ (I’m dating ancient ghosts)
เหมือนแต่งตอนเมายาบางอย่าง

เพลงที่ผมนำมาเสนอในวันนี้สิครับ รุนแรงเหลือเกิน And Then You Kissed Me คุณจะได้ยินคำอย่าง hit, strike, beat, punch, blood, force, violent ฯลฯ บ่อยๆ เป็นเพลงที่มีเนื้อหาตบจูบตบจูบชัดเจน บางท่อนคนแต่งใช้คำ “hit”, “strike” (ตบ กระแทก ชน ตี ฯลฯ) ในความหมายว่า “รู้แจ้งเข้าใจขึ้นมา” คือแกอยากใช้คำที่แสดงการปะทะตบตีกันบ่อยๆ นั่นเอง
และมีหลายประโยคที่ขึ้นต้นว่า Man, อย่างงั้น Man, อย่างงี้..
ผมว่าน่ารักดีเวลาผู้หญิงพูด เหมือนเด็กวัยรุ่นที่พยายามพูดจาแบบจิ๊กโก๋ Man, I’m bored. Man, it’s hot here. (ทำนอง เฮ่ย, กูเบื่อ หรือ โคตรร้อนเลยว่ะ) เสียงของเธอเรียบร้อย อ่อนหวาน มันเลยออกมาขัดแย้งกวนๆ ดี

น่ารักแบบนี้ จึงอยากจะแปลให้เพื่อนๆ อ่านเล่น กรุณาอ่านประกอบการฟัง จะได้อารมณ์สูงสุด
เช่นเคย : โปรดอย่าสนใจความถูกต้องเที่ยงตรง เห็นจะไม่มี

The Cardigans - And Then You Kissed Me

man, i’ve had a few                                     ฉันเคยผ่านชายมา, ไม่มาก
but they wouldn't quite blow me like ‘you’     ไม่มีใครกระชากใจเท่านาย ‘หยู’
you gave me your name and signed               มันบอกชื่อ พร้อมกับต่อย
with a halo around my eye                           ฝากรอยไว้ รอบตากู

and it hit me like never before                      หลังถูกต่อย บรรลุว่า
that love is a powerful force                         ความรักนี้หนา พลังแรง
yes, it struck me that love is a sport              รู้ว่ารัก คือกีฬา (มวย)
so i pushed you a little bit more                    ฉันจึงกล้า ต่อปากต่อคำ

love, you're news to me                       ความรัก, ช่างแปลกใหม่ (ผ่านมาน้อย อย่างที่บอก)
you're a little bit more than i thought    
คือ ฉันไม่ได้คิดว่ามันจะเลยเถิดแบบนี้
you'd be
a mole in my well-fed lawn                    มันเป็นตัวตุ่นทำลายสนามหญ้า
you're a nightmare beating the dawn     มันเป็นฝันร้ายทำลายยามเช้า

oh, it hit me like never before                      โอ, ฉันไม่เคยถูกตบแรงอย่างนี้มาก่อน
that love is a powerful force                         รักช่างเร่าร้อน พลังแรง
yes, it struck me that love is sport                 ใช่, ฉันเข้าใจ ว่ารักก็คือกีฬา
so i pushed you a little bit more                    ฉันจึงได้กล้า เหิมเกริม

Blue, blue, black and blue                        แล้วเป็นไงล่ะ, ฟก ช้ำ ดำ เขียว
red blood sticks like glue                          เลือดแดงข้น เหมือนกาวเชียว
true love is cruel love                              รักแท้ คือรักโหด
red blood's a power-fuel                          เชื้อเพลิงคือเลือดโฉด
sweet love, tasty blood                           รักหวาน, เลือดหวาน
my heart overfloods                                ท่วมหัวใจ เกินต้านทาน

oh ‘you’ hit me!                                                 โอย ‘ไอ้หยู’ ต่อยฉัน!
yeah, you hit me really hard                                 ใช่, มันต่อยฉันอย่างแรง
man, you hit me!                                                เหียก, มันตบฉัน!
yeah you hit me right in the heart                        ใช่, มันตบป้าง เข้ากลางหัวใจ

lord, i've had my deal                        ท่านเจ้าขา, จริงอยู่, ฉันตกลงเป็นแฟนมันเอง
but i never quite knew how it feels    แต่ฉันไม่รู้นี่ว่ามันจะเป็นแบบนี้
when love makes you wake up sore   ถ้าความรัก ทำให้ตื่นมาแล้วเจ็บไปทั้งตัว
with fists that are ready for more       กำปั้นแห่งความรัก บางทีฉันก็กลัว

and it hit me that love is a game                  รักมันก็เป็นแค่เกม, แค่เกมอะไรซักอย่าง
like in war no one can be blamed                 เหนื่อยจากสงคราม, ก็ให้เหงื่อมันล้าง
yes, it struck me that love is a sport             ช่าย, รู้แล้ว ว่ารักคือกีฬา
so i pushed you a little bit more                   ฉันจึงได้กล้า ต่อปากต่อคำ

oh, blue, blue, black and blue                 โอย โอย, ม่วง ดำ
ฟกช้ำ
red blood sticks like glue                        เลือดข้นนอง แดงก่ำ
true love is cruel love                            รักแท้ นั้น ต้องโหด
red blood's a power-fuel                        หล่อเลี้ยงด้วยเลือดโฉด
sweet love tasted blood                        รักหวาน เลือดอร่อย
my heart overfloods                              ท่วมหัวใจ ล่องลอย

man, you hit me!                                          เหียก, มันตบกูอีกแล้ว!
yeah you hit me really hard                            ใช่! มันตบฉันอย่างแรง
baby, you hit me!                                         หยูจ๋า, หยูต่อยฉัน!
yeah you punched me right in the heart          หยูต่อยฉันป้าง เข้ากลางใจ

and then you kissed me...                   แล้วหยูก็จูบฉัน...
and then you hit me...                        แล้วหยูก็ตบฉัน...
and then you kissed me...                   แล้วหยูก็จูบฉัน...
and then you hit me...                        แล้วหยูก็ตบฉัน...


oh, you haunt me with your violent                 
โอ, หยูหลอนฉัน ด้วยเสียงหัวใจอำมหิต
heartbeat at night
oh, you strike me with your silence baby,         
มันตบตี ไม่พูด ไม่จา, โรคจิต
tonight
why you haunt me with your violence baby,     
จะหลอกหลอนกันทำไมเสียเวลา,
come hit me!                                                ตบฉันเลยหยู!
you haunt me with your violent heartbeat..      หยูหลอนฉันด้วยเสียงหัวใจซาดิสท์...


ขอความรักสักนิด

posted on 10 Feb 2008 16:36 by chubbyhole  in Captures

งานอดิเรกอย่างหนึ่งของผมคือการออกไปถ่ายรูปตูดชาวบ้านตามที่สาธารณะ
บนรถไฟฟ้า, จะมีตูดประเภทหนึ่ง มีลักษณะพิเศษที่ใครเห็นก็รู้ ว่าอ้างว้าง เปลี่ยวเหงา และน่าสงสาร ทันทีที่เดินเข้าในตัวรถ ตูดเหล่านี้จะรี่เข้าหาที่พักพิง ใช้ความกลมกลึงของเสา เบียดเข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป

-ส่วนที่ขาดหายไปนั้น จริงๆ แล้ว มันเกิดขึ้นที่หัวใจของเจ้าของตูด หาใช่ที่ร่องตูดไม่ หัวใจอ้างว้างต่างหาก ที่ต้องการการเติมเต็ม
กรุงเทพก็เหมือนเมืองใหญ่ทุกเมือง สร้างแต่ความเหงา, ทำให้คนโดดเดี่ยวออกจากกัน

คนเหงาเหล่านี้รู้อยู่เต็มอกว่า ตูดอับชื้น(จากการทำงานมาทั้งวัน)ของเขา อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เสารายต่อไป พวกเขาทราบดีว่าเชื้อราและโรคผิวหนังอื่นๆ สามารถติดต่อได้โดยการสัมผัส..
แต่ความกลมกลึงของเสานี่สิ เห็นทีไร, พวกเขาคิด : ถ้าได้มันมาแนบกับร่องตูด ยาวไปตลอดแผ่นหลังในตอนนี้ มันก็คงจะอบอุ่นดีไม่น้อย พวกเขานึกถึงความสุขของการถูกเบียดอัดครั้งที่ผ่านๆ มา
แล้วก็เหมือนซอมบี้, พวกเขาถอยหลังเข้าหาเสาอย่างไร้สติ เมื่อเสาแนบเต็มร่องตูด, ความอบอุ่นก็แผ่ซ่าน ตาลอยเปี่ยมสุข ทุกอย่างรอบตัวในตอนนี้ -หยุดนิ่งลงอย่างสงบ

มันคือพฤติกรรมของคนติดยานั่นเอง รู้ว่าไม่ดี รู้ว่าอันตราย แต่ไม่อาจหักห้ามใจ

เรื่องนี้เป็นปัญหาใหม่ของเมืองหลวง เช่นเดียวกับเชื้อรา, มันจะลุกลามหากรักษาไม่ถูกวิธี
ในตอนที่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้นี้ ผมขอจับราวที่เพดานไปก่อน ปล่อยเสาติดเชื้อไว้ให้เพื่อนๆ กลุ่มติดเสาโดยเฉพาะ ให้ได้ใช้มันถูไถผ่อนคลาย ลืมความเหงาความอ้างว้างไปได้บ้าง แค่ช่วงสั้นๆ ก็ยังดี














(ชายสองคนในสองรูปสุดท้าย
หาตูดไม่พบ!
คือ เอวแล้วขาเลย, ตูดไม่มี
ทั้งคู่ติดเสางอมแงม ช่างน่าเห็นใจจริงๆ  ไม่มีร่องตูดก็ยังพยายามเบียด-ท่อนขาด้านหลังส่วนบน (ส่วนที่ควรจะเป็นตูด) แนบเข้ากับเสา
ขอความอบอุ่นสักนิด)