ไม่มีผีที่ยุโรป
เพื่อนของผมไม่ชอบการอยู่ตามลำพังตอนกลางคืน ถ้าแฟนของเธอไปต่างจังหวัด เธอจะให้แม่ของเธอมาอยู่เป็นเพื่อน คืนนั้นแฟนเธอกลับมาไม่ทันตามกำหนด เธอจึงต้องอยู่บ้านคนเดียว ทั้งที่รู้ว่าเธอกลัวผี ผมก็ยังโทรไปแกล้ง “อยู่บ้านคนเดียว ไหว้พระยัง เหอ เหอ เหอ” เธอเงียบ แล้วก็วางหู ผมรู้สึกผิดอย่างมาก เธอคงเสียขวัญ คงตะโกนสาปแช่งผม เสร็จแล้วก็คงเครียด กลัว เดินอยู่ในบ้านของตัวเองอย่างวิตกกังวล มันคงอึดอัดน่าดู ผมนี่เลวจริงๆ
หลายเดือนก่อน ผมคุยเรื่องผีกับอลิซ (อลิซเป็นเพื่อนชาวฝรั่งเศส ที่มาสอน/มาทำรายงานในเชียงใหม่ เธอชอบท่องเที่ยว) อลิซบอกว่าที่ยุโรปน่ะ ไม่มีผีเลยค่ะ แต่ในจีน ลาว พม่า ไทย ไปที่ไหนเธอก็พบว่ามีผีอยู่เต็มไปหมด เธอได้ยินคนพูดเรื่องผี มีพิธีเกี่ยวกับผีให้เธอเห็นบ่อยๆ เธอคิดว่ามันเป็นเพราะที่ยุโรปไม่มีใครพูดถึงผี ไม่มีใครให้ความสำคัญกับผี เมื่อไม่มีคนเห็นความสำคัญ ผีมันก็รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หลอกใครไม่ได้ มันเลยพากันย้ายมาอยู่ในเอเชีย ผมหัวเราะก๊าก
เรากลัวทุกอย่างเลย กลัวผี กลัว supernatural กลัวอำนาจ superior ทุกประเภท ผมเคยถามพี่ชายของผมว่ากลัวอะไรอยู่นะ ไหว้ทุกอย่างเลย (ผมเข้าไปโอบกอด) รู้สึกไม่ปลอดภัยหรือ? รู้สึกไม่มั่นคงหรือ? มันก็แปลกดี พี่ผมอายุสี่สิบแล้ว ผมยังหลอกแกให้กลัวผีได้ทุกครั้ง (ผีจิปาถะ : ผีในลิฟท์ ในบ้าน ในรถ ฯลฯ) การปั่นหัวหลอกให้คนอื่นกลัวมันสนุก มันตลกดี (และถ้าผมฉลาดกว่านี้ เจ้าเล่ห์กว่านี้ ผมอาจจะคิดหาทางเม้คมันนี่จาก “ความกลัว” ของคน ใช้มันสร้างประโยชน์ทางธุรกิจ ทางการเมืองให้ตัวผมเอง เอ หรือจะมีคนทำไปแล้ว) อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคนที่อายุเกินสิบสามขวบไปแล้ว ไม่ควรจะกลัวผี ไม่ควรจะกลัวการอยู่คนเดียวในบ้านของตัวเอง ที่เรากลัวกันจนเครียดแบบนี้ มันก็เป็นเพราะเรา“พูด”ถึงมันบ่อยเกินไปนั่นแหละ เราให้ความสำคัญกับมัน ทีวีให้ความสำคัญกับมัน ผีถูกพูดถึงทุกวัน มันจึงมีตัวตน มีคุณค่า แล้วก็มีอำนาจขึ้นมา
มันอาจจะแค่นี้จริงๆ นะ ผมเห็นด้วยกับอลิซ ไม่ว่าจะเป็นผี หรือเป็นอะไรที่มีอำนาจอย่างผี(ทำให้คนกลัว) ถ้าเราแค่เลิกพูดถึงมัน เลิกกลัว เลิกให้ความสำคัญกับการมีอยู่(และไม่มีอยู่)ของมัน ผีมันก็จะกลายเป็นของไม่มีตัวตน หมดคุณค่า สุดท้ายมันก็จะเก็บกระเป๋า แล้วก็หายไปจากประเทศของเรา
เหมือนกับที่มันเคยหายไปจากยุโรป
(ป.ล. ในนิตยสาร HIP จบอยู่แค่นี้…
จะขอเพิ่มเติมความเห็นของซูซุกิ โคจิ ผู้เขียนเรื่อง ริง คำสาปมรณะ เป็นบทสัมภาษณ์ในนิตยสารสำหรับผู้หญิงเล่มหนึ่ง ประมาณ แพรว อิมเมจ ลุกส์ ลิปส์ ลักซ์? แถวๆ นี้ ฉบับไหน ปีไหนก็ไม่รู้อีก ผมถ่ายรูปเก็บไว้นานแล้ว แต่ดันลืมถ่ายปกนิตยสาร ต้องขออภัย)
“ ...ตั้งแต่คำถามแรกที่ว่า ในชีวิตจริงเขากลัวผีหรือไม่ ซูซุกิ โคจิ กลับตอบอย่างไม่ลังเล
‘ผมไม่เชื่อเรื่องผีหรือวิญญาณครับ เพราะยังไม่เคยเจอ เลยไม่รู้จะกลัวสิ่งที่ยังหาคำตอบไม่ได้ไปทำไม
แล้วผีญี่ปุ่นก็ไม่ค่อยน่ากลัวด้วย ส่วนมากเป็นเรื่องเล่าต่อๆ กันมา .... ’
-ถ้าไม่กลัวผี แล้วกลัวอะไรมากที่สุดคะ
‘ผมกลัวความเป็นจริง อย่างเหตุการณ์ที่เคยเจอกับตัวเองและทำให้กลัวมากคือ ตอนที่ผมเล่นเรือยอร์ชอยู่กลางทะเลกับครอบครัว วันนั้นเรือเกิดหลุดเข้าไปอยู่ท่ามกลางพายุ มองไปทางไหนเห็นแต่คลื่นสูงท่วมศีรษะ ทุกอย่างมืดไปหมด ภาพที่เห็นตรงหน้าอย่างนี้ทำให้ผมกลัว เพราะถ้าลูกเกิดพลัดตกลงไปจากเรือแล้วผมคว้าตัวเธอไม่ได้ มือลื่นหลุดกันไป ผมคงเสียลูกไปต่อหน้าต่อตาเหมือนตัวเอกในเรื่องสไปรัล ที่คว้าได้แค่เส้นผมของลูกติดมือมาเท่านั้น เหตุการณ์ที่สัมผัสได้จริงอย่างนี้ต่างหากที่สั่นคลอนความรู้สึกของผมได้มากกว่าที่จะกลัวจินตนาการของตัวเอง
ส่วนเรื่องที่ยังหาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้อย่างไสยศาสตร์หรือจิตวิญญาณ ไม่เชิงว่าจะไม่กลัวเสียทีเดียว ถ้าวันไหนมีคนเล่นคุณไสยทำร้ายลูกผมจนเธอรู้สึกผิดปกติขึ้นมาจริงๆ ผมคงกลัวแน่ๆ เพราะรู้แล้วว่ามันกำลังคาบเกี่ยวกับชีวิตจริงของผมอยู่ แต่ตราบใดที่มันเป็นเรื่องไกลตัว ผมก็ยังไม่กลัว ’
-ไม่ใช่คนกลัวผี แล้วเอาวัตถุดิบในการเขียนเรื่องสยองขวัญมาจากไหนคะ
‘ตอนเริ่มเขียนเรื่องริง ผมไม่คิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นนิยายสยองขวัญ เพราะโดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบอ่านหนังสือหรือดูหนังประเภทนี้เลย ตอนนั้นตั้งใจแค่ว่าอยากเขียนเรื่องที่สนุกเท่านั้น.... ’
....”
(ภาพประกอบโดย หลูใจพระ, ขอบคุณมาก)
(ขออภัยที่หายไปตั้งสองเดือน
หวังว่าเพื่อนๆ คงสบายดี
วันนี้ขอเล่าเรื่องดนตรีให้ฟัง)
ผมสอนดนตรีมาหลายเดือนแล้ว สอนที่โรงเรียน และสอนเพื่อนๆ ที่อยากเรียน มันไม่ใช่อาชีพในฝันของผมหรอกครับ เรื่องมีอยู่ว่า ปีที่แล้ว ผมออกไปกินข้าวกับเพื่อนรุ่นพี่ เสร็จแล้วก็ตามเขาไปดูการออดิชั่น(คัดเลือกอาจารย์สอนดนตรี)ของโรงเรียนดนตรี เพื่อนรุ่นพี่บอกให้ลองเข้าไปออดิชั่น ผมไม่อยากทำ แกคะยั้นคะยอจนผมยอมทำ(เพื่อตัดรำคาญ) เสร็จการออดิชั่นเขาก็พิมพ์คำว่า‘อาจารย์’ไว้ที่ข้างหน้าชื่อของผม อยู่ๆ สถานภาพของผมก็เปลี่ยนไป จากนั้นไม่นานโรงเรียนก็โทรมาเรียกผมให้ไปสอน ก็แค่นี้เอง ที่เขาว่าเป็นอาจารย์มันยากลำบาก ต้องอุทิศต้องทุ่มเทนั้น เห็นได้ว่าไม่จริงเสมอไป ผมไม่ได้อยากเป็น ก็ยังได้เป็น
การเป็นครูสอนกีตาร์ขั้นพื้นฐาน จริงๆ มันก็น่าจะง่าย เปิดตำราแล้วก็สอนไปทีละสาย สอนโน้ตเพลงง่ายๆ สอนการตีคอร์ดแบบง่ายๆ ว่ากันไปทีละหน้า ตามลำดับ ตามหลักสูตร มันควรจะเป็นอาชีพที่สบายๆ แต่ผมก็มีปัญหาจนได้ นักเรียนหลายคนไม่ยอมเรียนโน้ตสากลแบบพื้นฐาน, หลายคนไม่ยอมซื้อตำราของโรงเรียน (เนื่องจากตำรามีราคาแพง), มีเด็กคนหนึ่งอยากจะเล่นแต่เพลงของ ECT. เท่านั้น เป็นต้น พวกเขาอยากเรียนกีตาร์ขั้นพื้นฐาน แต่ไม่ยอมเรียนโน้ตตามแบบแบบแผน
ตอนแรกผมก็ไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ พยายามจะสอนตัวโน้ต(สากล)ให้ พวกเขาก็ทำท่าเหม่อลอย มองออกไปนอกหน้าต่าง ผมรู้สึกเหมือนกำลังป้อนยาให้เด็ก สุดท้ายก็เลยตามใจทุกกรณี ไม่มีตำราก็ไม่ต้องใช้ตำรา อยากลี้ดแบบ ETC. เราก็เรียนกันแต่เพลงของ ETC.
แล้วมันก็ออกมาไม่น่าเกลียดเท่าไหร่ ผมสามารถใช้ท่อนโซโลในเพลงต่างๆ ของ ECT. อธิบายให้นักเรียนฟังว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในเพลงนั้น ใช้คีย์อะไร สเกลอะไร ใช้เทคนิคอะไรบ้าง มันเต็มไปด้วยบรรยากาศของการเรียนรู้ แล้วถ้ายังมีเวลา ผมก็จะแอบสอดแทรกสิ่งผมคิดว่าสำคัญต่อการเล่นกีตาร์ อย่างสเกลพื้นฐาน เมเจอร์ ไมเนอร์ สเกลที่ผมโปรดปรานอย่าง harmonic minor
หรือ pentatonic…
บทที่ ๑ เพนทาโทนิค (ปัญจโทนิค?)
สเกลเพนทาโทนิคนั้นเก่าแก่ที่สุด ถูกใช้มากที่สุด มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของดนตรี
คุณแม่จากทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านชาวไทย, ไอริช, ไนจีเรีย ฯลฯ เวลาที่พวกเธอเห่กล่อมลูกน้อย พวกเธอใช้สเกล pentatonic
ห้าตัวโน้ต -โด เร มี ซอล ลา 1 2 3 5 6 เท่านั้น..
ห้าโน้ต (penta แปลว่า 5) ‘โด เร มี ซอล ลา’ ไม่มี ‘ฟา’ กับ ‘ที’ (หรือ ไม่มี F กับ B หรือ ไม่มี 4 กับ 7)
อันนี้คือ C major pentatonic โด เร มี ซอล ลา 1 2 3 5 6 (ถ้าอยากฟังเสียงของสเกลเพนทาโทนิค ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือท่อนอินโทรของเพลง My Girl : โด่ เร มี ซอล ลา โด๊, โด่ เร มี ซอล ลา โด๊, I’ve got sunshine..) คุณจะพบเพนทาโทนิคในเพลงโฟล์ค เพลงพื้นบ้าน จากทุกภูมิภาค ทุกทวีป ทั่วโลก เพลงไทยเดิม ลูกทุ่ง หมอลำ เพลงบลูส์ ดนตรีอัฟริกัน อินเดีย สก็อตแลนด์ ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ ล้วนแต่ถูกร้องถูกเล่นด้วยห้าตัวโน้ตในสเกลเพนทาโทนิค มันอยู่ในทำนองของเพลงแทบทุกเพลง, อยู่ในท่อนริฟฟ์ ท่อนโซโล..
จะขอลองฮัมให้ฟัง :
อุ๊ย คำ คน แก่, ท่า ทาง ใจ ดี
มี เร โด ลา, มี เร โด เร
3 2 1 6, 3 2 1 2
โอ้ ละ หนอ ดวง เดือน เอย
มี ซอล โด๊ ลา ลา ซอล
3 5 1 6 6 5
let it be , let it be
มี เร โด , มี ซอล ลา
3 2 1 , 3 5 6
ก็ เคย สัญ ญา เป็น หมั้น เป็น หมาย
มี ซอล ลา ซอล โด ลา โด เร
3 5 6 5 1 6 1 2
ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ
(อนึ่ง ในสเกล minor pentatonic ถ้าเราเล่นในคีย์ A เราก็จะได้ตัวโน้ตชุดเดียวกันกับตัวโน้ตใน C major pentatonic เด๊ะ นั่นคือ ลา โด เร มี ซอล A C D E G ในชั้นนี้ ขอให้เข้าใจกันไปก่อนว่าทั้งสองสเกลนี้มีความผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น กับมีตัวโน้ตเหมือนกันทั้งห้าตัว และคำว่า‘เพนทาโทนิค’ต่อไปนี้ จะหมายรวมถึงทั้งสเกล C major pentatonic และ A minor pentatonic)
เพนทาโทนิคเป็นสเกลที่สวยงาม เรียบง่าย ละมุนละไม ให้ความรู้สึกคุ้นเคย ใสๆ เป็นธรรมชาติ เป็นกันเอง มันถูกเล่นถูกร้องกันมากี่พันกี่หมื่นปีแล้วก็ไม่ทราบ ผมเชื่อว่า ก่อนที่โน้ตตัวที่ 4 กับตัวที่ 7 จะถูกสอดใส่เพิ่มเข้าไปในสเกล ก่อนที่โน้ตครึ่งเสียงจะถูกค้นพบ -มนุษย์เรามีแต่เพนทาโทนิค
เมื่อถูกนักเรียนถามว่าเพนทาโทนิคเก่าแก่ขนาดไหน เรื่องนี้ผมก็ยังสงสัย ว่าเพลงโฟล์ค เพลงโบราณ จากที่ต่างๆ จากทุกทวีป ทำไมมันจึงมีสำเนียงของเพนทาโทนิคเหมือนๆ กัน (ในยุคที่การสื่อสารและวิทยาการยังไม่เจริญ) เพนทาโทนิคจึงอาจจะอยู่ในสายเลือด อยู่ในดีเอ็นเอของพวกเรามาตั้งแต่แรก มันอาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษยชาติถือครองเป็นเจ้าของร่วมกัน อย่างเซลล์ในร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความฝัน เขาว่าความฝันอยู่ในดีเอ็นเอของมนุษย์ เพนทาโทนิคก็คงจะเหมือนกัน มันอยู่ในดีเอ็นเอของเรานี่แหละ..
นักเรียนเริ่มเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมจึงให้พวกเขาทำความคุ้นเคยกับเพนทาโทนิคที่ตำแหน่งต่างๆ บนคอกีตาร์
...
ใกล้จบคาบ เด็กคนหนึ่งถามถึงโน้ตตัวที่ 4 กับ 7 (ฟา กับ ที) ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร?
-ผมคิดว่ามันคงจะเกิดขึ้นเมื่อเหล่านักดนตรีพากัน‘เบื่อ’ห้าโน้ตของเพนทาโทนิค..
เพนทาโทนิคนั้นละมุนละไม เรียบง่าย เข้ากับดนตรีทุกแนวก็จริง แต่โน้ตแค่ห้าโน้ต เล่นนานๆ มันก็เบื่อ ในตอนนั้นก็คงจะมีนักดนตรีที่ฉลาดมากมากมากคนหนึ่ง เขาค้นคว้าทดลอง แล้วในที่สุดก็ค้นพบตัวโน้ตใหม่ ตัวที่ 4 กับตัวที่ 7
มันจึงกลายเป็น โด เร มี ‘ฟา’ ซอล ลา ‘ที’ 1 2 3 ‘4’ 5 6 ‘7’ หรือ ‘major scale’ ที่โด่งดังนั่นเอง
บทที่ ๒ สเกลเมเจอร์
…
( ขอบคุณ พี่เจกับพี่ต้อม, ช่วยวาดรูปประกอบ)
ตอนนี้ความขี้เกียจของผมมาถึงระดับที่เรียกได้ว่า ยากจะหาใครมาประมือ
ห้องรก สกปรก ของวางกองเกะกะ จะเก็บก็ท้อแท้ ไม่รู้จะเริ่มที่ไหน
มองออกไปที่ระเบียง เห็นจานชามที่กองอยู่ในซิ้งค์ มันก็ยิ่งทำให้ผมปวดใจ
พวกมันอยู่ตรงนั้นมาหกเดือนแล้ว
ทุกใบถูกเคลือบด้วยคราบที่เปลี่ยนจากสีเทา, เป็นสีเขียว, และขั้นสุดท้าย
เป็นสีดำ แห้งกรัง
ผมไม่ได้ออกไปที่ระเบียงอีกเลย ทุกวันนี้ ผม ใช้จานกระดาษ ช้อนส้อมและแก้วพลาสติคแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งก็ใช้ด้วยความรู้สึกผิดมาตลอด - ผมกำลังเพิ่มขยะ กำลังทำร้ายสิ่งแวดล้อม? วันนี้มองไปนอกหน้าต่าง
เห็นกองจานชาม แล้วก็รู้สึกหมั่นไส้เต็มทน จึงต้องโทรศัพท์หาพี่ชาย
พี่ผมจบวิทยาศาสตร์สาขาสิ่งแวดล้อม แกคงมีคำอธิบายดีๆ
ผมเล่าให้แกฟังว่าตอนนี้ผมเลิกใช้จานชามกระเบื้องอย่างเด็ดขาด
ผมขี้เกียจล้าง พี่ผมบอกว่าไม่ดีนะ การใช้จานกระดาษจะทำให้มีขยะเพิ่ม
กำจัดยากขึ้น ผมเถียงว่าการล้างจานทุกวัน มันสร้างฟองจำนวนมาก
ฟองลดค่าออกซิเจนในแม่น้ำลำคลอง ผมไม่อยากทำให้น้ำเน่ามากไปกว่าเดิม จึงอยากจะช่วยโลกในด้านนี้จะได้หรือไม่? พี่ผมว่ามันก็ได้อยู่หรอก
แต่แกก็ยังโฟกัสอยู่ที่การลดปริมาณการผลิตและลดปริมาณการใช้ ผมถามแกว่า
แล้วถ้าเรามีระบบการรีไซเคิลที่ดีพอล่ะ? การเพิ่มการผลิ ตนั้นเพิ่มขยะก็จริง แต่มันก็ สร้างงานและช่วยกระจายรายได้ไม่ใช่หรือ?
พี่ผมรู้สึกว่าผมไม่รักโลกเท่าที่ควร อ้อ ต้องเล่าก่อนว่า พี่ผมน่ะรักโลก
แกรักโลกมากกว่าคนหลายคนที่ผมรู้จัก สมัยก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่ง แกเก็บถ่านไฟฉาย(ใช้แล้ว)จากขอนแก่น ไปทิ้งที่กรุงเทพฯ
เพราะแกเชื่อว่า ระบบกำจัดขยะพิษ ที่กรุงเทพฯ ดีกว่าที่ขอนแก่น ฟังแล้ว ก็ ตื้นตัน ใจ
บทสนทนาในช่วงนี้ แกเล็คเชอร์เรื่องต้นไม้ที่ต้องถูกตัดเพราะจานกระดาษของผม แกว่าเราควรจะต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
ผมจึงบ่นกับแกว่า เรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ คิดดูแล้ว มันออกจะ “ เกินมือ ” ของพวกเราไปหน่อย ผมเห็นเขาใช้กระดาษผลิตหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ไม่มีคุณภาพออกมาทุกๆ วั น วันละหลายๆ ตัน พวกนี้แหละเฮีย ตัวร้ายที่ เฮียต้องไปคุยด้วย หรือ ทำไมเราต้องใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ถ้าจะลดมลภาวะ ทำไมเขาไม่ทำขนส่งมวลชนให้มันดีขึ้น? แล้วเรื่องมลภาวะนี่ เฮียก็ รู้ดี ว่าฝุ่นควันสารพิษที่ทำให้อากาศเสีย เป็นอันดับต้นๆ ในกรุงเทพฯ หรือ เชียงใหม่ มันก็มาจากวัด มาจากการเผาศพ อะไรแบบนี้เป็นต้น เราจะ “ ช่วย ” ทำอะไรได้บ้าง ผมว่ามันยากจริงๆ มันเกินมือไปไกล
ล่าสุดได้ข่าวว่าโรงงานกำจัดขยะพิษบ้านเรา
กำจัดขยะพิษได้ไม่ถึงหนึ่งในสี่ของขยะพิษที่เรามี เห็นไหม
ตอนนี้เฮียเอาถ่านไฟฉายไปทิ้งที่ไหนมันก็จะกลายเป็นพิษเน่า ซึม ลงไปในดินอยู่ดี
เราโต้เถียงกั นอยู่พักใหญ่ ก่อนวางหูผมบอกพี่ ว่า พวกนักอนุรักษ์ น่ะ ควรจะต้องเดิน แกถามว่าทำไม? ผมจึงเล่ าเรื่องที่พวกเขาบ่นกันเหลือเกิน ว่าโลกกำลังร้อนขึ้น ชั้นโอโซนกำลังโ หว่ พวกเขาจึงจัดการประชุมแล้วก็ มาประชุมกัน มาคุยกันเรื่องลดการเผาไหม้ ลดการใช้พลังงาน เสนอมาตรการต่างๆ
พอเสร็จงานประชุม พวกเขาก็ชวนกันไปขึ้นเครื่องบิน
เอาน้ำมันหลายหมื่นแกลลอน ขึ้นไปเผาไหม้ฉีดพ่นความร้อนกันใกล้ๆ
ชั้นโอโซนนั่นเลย นี่เป็นเป็นการจ่อยิงอย่างเผาขน
อาเฮีย : “ ใครๆ ก็ใช้เครื่องบินกันทั้งนั้น ฉันก็ใช้ แกก็ใช้ ”
ผมก็ใช้, แต่ผมไม่เคยไปบอกใครๆ ว่าผมรักโลกนี่นา
..คนที่รักโลกจริงๆ ควรจะต้องเดิน...
-ปี 2007 ที่ กรุงเทพฯ มีการเผาศพในวัดต่างๆ เดือนละ 2,500 ศพ หรือ วันละ 83 ศพ
http://www.angkor.com/2bangkok/2bangkok/forum/archive/index.php/t-2248.html
- หนึ่งในสาเหตุที่ก่อมลภาวะฝุ่นละอองพิษ ในเชียงใหม่ คือการเผาไหม้ที่ เกิดขึ้นบ่อยมากในบริเวณตัวเมือง ได้แก่การเผาไหม้จาก การฌาปนกิจ, การเผาขยะ, ไฟป่า, หรือ จากยานพาหนะ
http://www.briandjoy.com/home/ 144- chiang-mai/ 1437- chiang-mai.html
- เครื่องบินโบอิ้ง 747 จุเชื้อเพลิงได้ 54,206 แกลลอน
http://wiki.answers.com/Q/How_many_gallons_of_gas_does_it_take_to_fill_up_an_airplane
วันก่อนจะกลับบ้าน แต่ไปไม่ทันรถ ใครจะไปรู้ว่าเที่ยวสุดท้ายน่ะมันแค่สามทุ่ม ก็ซมซานแบกของหนักๆ กลับมาที่นอร์ธเกท (North Gate ) เพื่อนๆ ยังอยู่ที่นี่ วันนี้นอร์ธเกทคนเยอะเพราะเป็นวันอังคาร เป็นคืน open mike ที่เปิดให้ทุกคนหิ้วเครื่องดนตรีมาแจมกัน คนที่มาแต่ละคนเหมือนเป็นจอมยุทธ์ ถือกระบี่กระบองมาลงชื่อ รอขึ้นเวทีประลอง
ผมชอบดูดนตรีเล่นสด มันทำให้ฮึกเหิมดี ดูได้สักครู่ก็ลืมความเซ็งที่พลาดรถ ผมเริ่มโยกตัวตามจังหวะ ห่างไปสองโต๊ะ มีกะเทยฝรั่งกำลังออกท่าทางเต้น vogue อย่างเฉิดฉาย เห็นได้ชัดว่าโซแฮ็ปปี้ (Vogue เป็นการเต้นที่มีการโพสท์ท่า วาดมือไม้ เยอะและวุ่นวายมาก แต่ก็สวยดี Vogue เป็นที่นิยมในกลุ่มเกย์ ก่อนที่จะถูกทำให้ดังมากโดยมาดอนน่า (มาดอนน่าเป็นเกย์ไอคอนตัวแม่) โปรดดูวีดีโอประกอบ)
แต่เพื่อนๆ ของผมดูจะไม่ค่อยพอใจในความร่าเริงของคุณเกย์ ผมเห็นพวกเขาเอาฟันบนแตะริมฝีปากล่าง กำลังจะพ่นลมออกเสียง f อะไรสักอย่าง คือเพื่อนผมกลุ่มนี้เขาแมนน่ะครับ เห็นผู้ชายเต้นแหวกว่ายอยู่ใกล้ๆ พวกเขาทนไม่ได้ มันผิดคอนเส็ปท์ยังไงไม่ทราบ ผมได้แต่บอกเพื่อนว่าเฮ่ยใจเย็น
ผมก็เคยเป็น, เคยไม่ชอบกะเทยเริงร่า ตอนเด็ก ผมเคยตำหนิเพื่อนคนที่ตุ้งติ้งว่าทำตัวไม่เหมาะสม แต่ แหม ตอนที่เป็นเด็ก คอนเส็ปท์ของความเหมาะสมมันก็มีอยู่ไม่กี่แบบ มีผู้ชายแมนๆ มีผู้หญิง(แกร่งๆ ?)อยู่เคียงข้าง ไม่ค่อยมีที่ว่างให้คิดถึงกะเทยเท่าไหร่นัก เป็นผู้ชายต้องร็อค ต้องแมน นอกนั้นผิดกฎหมาย ในหัวก็จะเป็นประมาณนี้
วันต่อมาผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนอีกคนฟัง ผมถามเขาว่า รู้สึกอย่างไรกับ กะเทย/เกย์ ที่เต้นรำไปรอบๆ บาร์ เขาบอกว่าเขาก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกัน ผมจึงถามว่าถ้าเปลี่ยนจากกะเทย เป็นผู้หญิง เต้นรำไปรอบๆ บาร์ล่ะ เขาว่าถ้าแบบนั้นโอเค เหยียดเพศรึเปล่า? เขาว่าเปล่า
ผมเคยเห็นเพื่อนผู้ชายเต้น Vogue มันโพสท์ท่า, เหยียดมือไม้ วาดพันกันนัวเนีย บางทีกินที่รบกวนชาวบ้านที่อยู่รอบข้าง –ก็ไม่เห็นมีใครไปว่าอะไรมัน
สรุป(แบบหยาบๆ )ว่าในสถานการณ์เดียวกัน, สิ่งแวดล้อมเหมือนๆ กัน คนคนหนึ่งต้องมาโดนเกลียดชัง เพราะเพศของเขาแตกต่าง เพราะว่าเขาเป็นกะเทย และเขาเต้นรำ
ผู้ชายเก๊กแมน ผู้หญิงเขาก็เก๊กสวย กะเทยก็เก๊กสาว กรีดกราย เต้นรำ ร่าเริง ถ้าเขาไม่ชอบจริงๆ เขาคงไม่ทำแบบนั้น เหมือนถ้าคุณไม่ชอบเพลงร็อค คุณก็คงไม่โยกหัวตามเพลงร็อค กะเทยและเกย์ส่วนใหญ่ชอบแด๊นซ์มิวสิค มันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะโยกตัว หรือ vogue ไปรอบๆ ร้าน เมื่อพวกเขารู้สึกรู้สึกแฮ็ปปี้ในบีทที่สนุกของดนตรี และที่เขาทำก็คือการเต้นอย่างยิ้มแย้มแค่นั้นเอง
...
ตอนนี้ผมคิดว่า กะเทยเป็นนักปฏิวัติตัวจริง เทียบกับเกย์ เกย์มีความสุขในการเป็นเพศชายและพอใจที่จะมีพฤติกรรมแบบผู้ชายๆ การดำรงชีวิตจึงน่าจะง่ายกว่ากะเทยหรือพวกแต่งตัวข้ามเพศ เมื่อกะเทยต้องการจะเป็นอะไรที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงแบบนั้น เขาก็ต้องดิ้นรนและต้องต่อสู้มากกว่ามาก มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่อยู่ๆ ใครสักคนจะลุกขึ้นมาพูดว่า ‘ฉันไม่ชอบเพศที่ฉันเป็น ต่อไปนี้ พอกันที’ เค้าเลือก, แล้วเค้าก็ทำ : เป็นอย่างที่เค้าอยากจะเป็น แม้แต่ธรรมชาติก็ยังแพ้นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ –คือ ถ้าธรรมชาติ(ที่ว่าใหญ่)กำหนดเขามาให้เป็น‘เขา’ แต่เขาไม่เคยชอบใจ สิ่งที่เขาทำก็คือ ปฏิวัติธรรมชาติมันเสียเลย แล้วก็ช่างท้าทาย ไม่ว่ารัฐ สื่อ ศาสนา จะพูดจะกล่อมอย่างไร เขาก็ไม่เคยเชื่อฟัง
ไหนจะ ต้องสู้กับพ่อแม่ กับสังคมคนรอบข้าง สารพัด
กะเทยทุกคนต่อสู้ดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก คุณจะต้องเป็นคนที่กล้าหาญมาก กล้าเปลี่ยน กล้าขบถ และในการสู้รบกับความไม่เข้าใจ การดูถูก การทำร้าย คุณก็จะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่ง
เพื่อนผมเคยถามว่าถ้าลำบากอย่างนั้นแล้วทำไมไม่เลิกเป็นกัน โถ่ ถ้ากดสวิทช์สั่งได้แบบนั้น มันก็คงจะไม่มีเกย์ไม่มีกะเทยเหลืออยู่ในโลก ทุกคนชอบความสบาย ไม่มีใครชอบปัญหา ไม่มีใครอยากแปลก หรือนึกสนุกอยากเป็นขบถ ใส่ส้นสูงแกล้งให้พ่อแม่กุมขมับ ให้ชาวบ้านล้อ ให้เขาว่าเป็นคนนอกศาสนา นอกโลก ไม่มีใครอยากมีชีวิตที่ไม่เป็นปกติสุขแบบนั้นหรอก
พวกเขาจึงเป็นนักสู้ เป็นนักปฏิวัติ ตัวจริง
-ต่อไปนี้ ฉันจะแด๊นซ์
...
ได้ข่าวว่า แม้แต่หัวหน้าเกย์แห่งประเทศไทยก็ไม่ชอบข้อเท็จจริงนี้ เขาเห็นว่าความตุ้งติ้งของกะเทย จะทำให้ภาพพจน์ของเกย์โดยรวมเสียหาย..
เรามีภาพพจน์ด้วยหรือ ภาพพจน์หรือภาพลักษณ์ที่ว่าเป็นอย่างไรกัน เขา(หัวหน้าเกย์)คงจะหมายถึงความสงบเสงี่ยมเรียบร้อย อยากให้นั่งพับเพียบแล้วก็ประดิษฐ์งานศิลปะไทยอะไรสักอย่าง ตอนนี้ผมไม่รู้จะแยกยังไงดี สองคำนี้ เกย์กับกะเทย? เหมือนที่ผู้ชายหลายคนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นเกย์, เกย์บางคนก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นกะเทย คือไม่รู้ตัวกันไปเอง แล้วมาพูดว่าตัวเองเป็นนู่นเป็นนี่ ผมว่าเรามีกรอบ มีแบบแผนตลกๆ มากพออยู่แล้ว คุณหัวหน้าเกย์/กะเทยกำลังพยายามทำอะไรอยู่ สร้างกะเทยไทยใหม่ในอุดมคติ?
ผมเคยอ่านที่เขาเขียนในนิตยสารเกย์แจกฟรี โอ พูดจาเหมือนแบบเรียนที่สุด เน้นวาทกรรมยอดฮิต เรื่องชาติไทย วัฒนธรรมไทย กับข่าวดังที่ลูกกล่าวหาพ่อในคดีทางเพศ เขา(หัวหน้าเกย์)มีความเห็นว่า ถ้าปล่อยให้ทำ(ฟ้องร้อง)กันแบบนี้ ต่อไปเราก็คงจะ “สิ้นชาติ” กันแน่ๆ ! (อะไรทำนองนี้) สองเรื่องนี้มารวมกันได้ยังไง? ลัทธิชาตินิยมโบร่ำโบราณ กับการฟ้องร้องคดีความอาญา ผมจำไม่ได้ว่าเขาโยงเรื่องยังไง จากพ่อ, ไปลูก, ลูกต้องเคารพพ่อ, ลูกไม่ควรกล่าวหาพ่อ, ถ้าไม่เคารพกันแบบนี้เราคงจะสิ้นชาติกันพอดี! อะไรแถวๆ นี้ เรื่องข่าว, ผมไม่ค่อยรู้รายละเอียด แต่เรื่องการบังคับให้เคารพผู้ใหญ่‘โดยอัตโนมัติ’ ห้ามกล่าวหา ห้ามโต้เถียง (โดยไม่มีเงื่อนไข) ผมว่ามันเลี่ยน มันไม่ยุติธรรม ทำไมจะต้องเป็นแบบนั้น
และผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า การฟ้องร้องคดีความนี้จะนำไปสู่การสิ้นชาติได้อย่างไร มันเกี่ยวกันตรงไหน? ทำไมคิดได้แบบนี้ ใครๆ ก็บ่นว่าชาตินิยมเป็นเรื่อง ที่อันตราย และ ล้าสมัย ทำไมยังพูดถึงกันอยู่ได้ ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน เขาคงจะชวนเกย์/กะเทยไทยไปทวงทองคืนจากพม่า ถ้าเราไม่อยากไป เขาก็จะขู่ว่า ถ้าไม่ไปด้วยกัน เราจะสิ้นแผ่นดินอยู่!
(ผมมั่นใจว่า ถ้ารัฐของเราใจกว้างพอที่จะใส่เกย์หรือกะเทยลงไปแบบเรียน เกย์ในแบบเรียนก็จะมีภาพลักษณ์แบบหัวหน้าเกย์นี่แหละ หัวอนุรักษ์ มีอุดมการณ์ชาตินิยมรุนแรง เรียบร้อยเป็นผ้าพับไว้ ไม่กระโดกกระเดก ไม่แด๊นซ์)
กลุ่มกะเทยตุ้งติ้งจึงไม่ควรจะไปใส่ใจฟังที่หัวหน้าเกย์โบราณเขาพูด พวกคุณเป็นนักสู้ที่ยิ่งใหญ่และทันสมัย
ถ้าคุณชอบเต้น คุณก็ควรจะเต้น
ถ้าคุณชอบ Vogue คุณก็ควรจะ Vogue.