เราพุ่งผ่านอากาศ และสร้างลมของเราขึ้นมาเอง
posted on 04 Jul 2007 03:32 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
ผมซื้อจักรยานเพราะหนังเรื่อง Quicksilver ครับ
ดูทาง HBO เมื่อประมาณเจ็ดปีที่แล้ว
(หนังออกฉายในยุคแปดสิบ)
พล็อตคร่าวๆ คือ แกเคยทำอยู่ตลาดหุ้น, แล้วเจ๊ง
พอดีชอบขี่จักรยานจึงมาเป็น messenger ของบริษัท Quicksilver
หนังเป็นเรื่องราวของคนในบริษัทนี้ มีเรื่องรัก มีแอ๊คชั่น
มีฉากโชว์ลีลาจักรยานโดยเหล่า messenger ทั้งหลาย แล้วก็ฉากสุดโปรด-
การไล่ล่าระหว่างรถยนต์กับจักรยาน
ไล่กันอยู่นาน เควินกระโดดขึ้นๆ ลงๆ ฟุตบาธ
ดูแล้วคึกคะนองมากครับ
วันต่อมา พาเพื่อนๆ ไปช่วยเลือกจักรยานหนึ่งคันทันที
ก่อนนี้ เพื่อนกลุ่มนี้เคยมาชวนไปขี่
ก็รู้สึกงั้นๆ คงเพราะผมไม่ชอบชุดที่พวกมันใส่
เสื้อกางเกงสีฉูดฉาดรัดรูป ผมแบนชุดพวกนี้และตั้งใจว่าจะไม่ใส่แน่
อายตัวเอง อายน้องชาย (ชุดรัดเห็นรูปน้องชาย)
ผมไม่คิดว่าเราควรจะเปิดเผยตัวเองขนาดนั้น
ชุดปั่นจักรยานของผมจึงเป็นชุด ‘come as you are’
แต่งอะไรอยู่ก็ออกไปแบบนั้น กางเกงยีนส์ รองเท้าหนัง รองเท้าบู๊ต
ใส่เสื้อยืดหรือเสื้อเชิ้ร์ต อุปกรณ์ในหมวดเสื้อผ้าที่ต้องซื้อจากร้านจักรยาน
ก็มีแค่แถบเวลโคร (วัสดุแควกๆ)
รัดชายเกงกางที่ข้อเท้าด้านขวา
กันกางเกงขาดเพราะซี่คมๆ ของจาน ที่เวลาหมุนเร็วๆจะกลายเป็นใบเลื่อย
ถึงไหนก็ถอดเวลโครออก เดินเหินได้เป็นคนปกติ
เพื่อนๆ ที่สวมชุดรัดไข่บางคนเดินไม่ได้จริงๆ นะครับ
เพราะสวมรองเท้าแบบพิเศษ แบบแอ่นๆ งอๆ เดินลำบาก
ผมเห็นมันเป็นพาหนะมากกว่าอุปกรณ์ออกกำลังกาย
ขี่มันไปทุกๆที่แทนพาหนะอย่างอื่น
ได้ประโยชน์ต่อร่างกายบ้างเป็นของแถม
ตอนซื้อใหม่ๆ บ้าปั่นจริงๆ ปั่นได้ทั้งวัน
เวลาเราใช้ความเร็ว เราพุ่งผ่านอากาศ และสร้างลมของเราขึ้นมาเอง
ผมคิดถึงความสุขตอนนั้น ลมผ่านผิว ตีผมและเสื้อผ้าปลิว
รู้สึกเหมือนกับบินได้ มันไปเร็ว เงียบ เย็น โล่ง
มัน— free
แล้วเพื่อนก็สอนขี่ผาดโผน
ไม่นาน ผมก็กระโดดขึ้นลงฟุตบาธได้แบบเควิน ดีใจมาก
รักจักรยานเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่
สงสัยเป็นปมสมัยเด็ก,
แม่ไม่ให้ขี่ BMX แกว่ามันอันตราย
อยู่ต่างจังหวัด รถไม่เยอะ จึงมีโอกาสขี่บ่อย
ขี่คนเดียวอยู่อาทิตย์กว่าผมก็รวบรวมเพื่อนได้อีกสามคน
พวกมันเพิ่งบอกผมว่า ตอนนั้น ชาวบ้านเรียกเราว่า
"แก็งกางเกงยีนส์"
พร้อมกับเล่าความเลวของแก็งประกอบ
ว่าขับขี่หวาดเสียว ปาดหน้ากระชั้นชิด และ สูบบุหรี่
เราขี่ไปสูบบุหรี่ไปครับ
จอดกันสี่คันติดไฟแดงที่แยกใหญ่ๆ
เราจุดบุหรี่หนึ่งตัว แล้วส่งต่อๆกัน สูบคนละปื้ดสองปื้ด จนถึงคนหลังสุด
ผมเห็นสายตาบางคนแถวนั้นมองเราเหมือนจะบอกว่า
“แล้วมึงจะมาขี่จักรยานกันทำไม ?”
กลุ่มรัดรูปที่ปั่นเพื่อสุขภาพก็เตือนว่า “พวกมึงทำแบบนี้ไม่ดีนะ
หัวใจมันสูบฉีดแรง มึงจะรับนิโคตินมากขึ้นหลายเท่า”
ผมแย่กว่านั้น เพราะเป้าหมายการในการขี่ของผมทุกครั้ง
คือการไปปุ๊นในที่ไกลๆ ต้นไม้เยอะๆ ได้ยินเรื่องนี้ผมก็กระหยิ่ม
เพราะเมื่อนิโคตินออกฤทธิ์เพิ่มหลายเท่า
ปุ๊นของผมก็จะส่งผลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
มันเป็นช่วงเศร้าของชีวิตผม ป่วยตลอดเวลา
เพื่อนน่ารักมาก ผมใส่แฮดโฟน ขี่ฟังเพลงไม่พูดกับใคร
พวกมันก็ไม่มาถามว่ามึงเป็นเหียกอะไร เข้าใจกันดีว่าปล่อยๆมันไปเหอะ
เราขี่วันกันละหลายสิบกิโล หลายชั่วโมง
ออกนอกตัวเมืองโดยใช้เส้นทางใหม่ๆ ทุกวัน
ใครบางคนตั้งกฎแปลกๆ ขึ้นมาว่า เราจะไม่กลับบนเส้นทางเดิม
แปลว่า มึงต้องหาทางอื่นอ้อมกลับเข้าเมืองทุกๆ วัน
มีเพื่อนขี่ด้วยสนุกครับ แข่งกันเอง แข่งกับคนอื่น ไม่เคยเจียมตัว
แข่งกับมอเตอร์ไซค์ แข่งกับรถยนต์
จักรยานชนะในบางครั้งครับ น่าภูมิใจจริงๆ
คงช่วงนี้เองที่ชาวบ้านเริ่มเรียกเราว่า แก็งกางเกงยีนส์
ผมว่าเขาไม่ค่อยชอบเราเท่าไหร่ พวกชมรมจักรยานก็คงเกลียดเราพอกัน
สนุกกันได้แค่สามสี่เดือน คนนึงเริ่มใช้จักรยานเป็นที่ตากกางเกงใน
อีกคนเริ่มบ่นเหนื่อยจากการทำงาน
อีกคนไม่มีเวลาเพราะเริ่มกิจการใหม่
เหลือผมคนเดียว ที่ยังขี่ต่อไปอีกหลายเดือน
ก่อนจะไปอเมริกา
สุดท้ายแก็งกางเกงยีนส์ก็หายไปจากสังคม
มาคิดดูตอนนี้ผมเกลียดแก็งกางเกงยีนส์ครับ
เรื่องสูบบุหรี่ระหว่างออกกำลังกาย
ไม่รักตัวเอง ทำตัวกวนเมือง
แต่บ่อยไป ที่คิดถึงความรู้สึกเวลาอยู่บนอาน คิดถึงลม
คิดถึงเวลาที่เราอยู่กันครบๆ ขี่ไปไกลๆ ค่ำๆ กลับมากินนมที่ร้านนม
แล้วเข้าบ้านอาบน้ำ ออกมากินเหล้าต่อ
มันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่เป็นความทรงจำที่ดีครับ

#1 By a jerk on 2007-07-06 02:01