คิดถึงตลก
posted on 08 Jul 2007 12:32 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
ผมชอบตลกมานานแล้ว มันช่วยให้ผมนอนหลับง่ายขึ้น
ผมเครียดและฟุ้งซ่านมาตั้งแต่จำความได้
เริ่มมีเรื่องให้คิดมากนอนไม่หลับตั้งแต่ก่อนเป็นวัยรุ่น
สมัยนั้นมีเทปตลกอย่างเด๋อ ดู๋ ดี๋, เทพ โพธิ์งาม,
หรือม้วนโปรดของผม- เชิญยิ้ม ชุดแรก
ที่ผมต้องใช้ฟังกล่อมนอนทุกคืน ตั้ง walkman
ให้เล่นสองหน้า A,B เพื่อให้หลับไปก่อนที่หน้า B จะจบ
เพราะอยากฟังเสียงคนพูดเป็นเพื่อนให้เพลินหลับไป
หรือชอบฟังเรื่องขำขันกลบเกลื่อนให้ลืมเรื่องเครียดๆ เศร้าๆ ก็ไม่รู้
ซึ่งเศร้าอะไรก็ไม่รู้จริงๆ คิดหามาได้เรื่อยๆ
จำได้ว่าตอนอยู่อนุบาล ก่อนนอนกลางวันทุกวัน ผมจะซึมเศร้าคิดถึงคุณยาย
ที่ผมไม่เคยเจอ เนื่องจากแกตายก่อนผมเกิด ไปผูกพันกันตอนไหน
เมื่อฟุ้งซ่านมากขึ้น นอนหลับยากขื้นตามอายุ
ผมต้องหาของตลกใส่ตัว ต้องมีอะไรกล่อมให้นอนหลับอยู่เสมอ
หนัง, การ์ตูน, เพื่อนตลกๆ, ยาเสพติดประเภทต่างๆ
เบื่อสไตล์คณะตลกไทย เปลี่ยนมาดูหนังตลก, ดู sitcom ทาง IBC (UBC ในปัจจุบัน)
ประทับใจมากกับ stand-up comedy show ทาง HBO
เป็นโชว์ของ Damon Wayans ที่เล่นได้เถื่อนสะใจ
ตอนจบขว้างไมค์ลงพื้นแบบร็อคคอนเสิร์ต
ไปอเมริกาจึงต้องหาพวกนี้ดู, ผมดูแทบทุกโชว์ของ
Dave Chappelle, Chris Rock, George Carlin , Eddie Murphy ฯลฯ
ตลกเก่าๆ , ตลกจาก Saturday Night Live,
จากร้านวีดีโอหรือห้องสมุดมีสาขาอยูเต็มเมือง
แล้วก็ทีวี, ช่อง Comedy Central , เหมือน โอเอซิส
บางช่วงมีตลกเดี่ยวหลายคน ต่อกันหลายชั่วโมง
เป็นสถานีโปรดเพราะเขาพยายามจะตลกกันทั้งวัน สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างผมก็ไม่เลิกเป็นแฟน
เวลาเปิดโทรทัศน์ผมจะไม่สนใจรายการประเภทอื่น ไม่ว่ามันจะฮิตขนาดไหน
ถ้าลองดูแล้วไม่ขำก็เลิกกัน
เคยจำเป็นต้องดู Oprah Winfrey ทุกคืน
เพราะคนรักในตอนนั้นเทิดทูน Oprah และผมดัน "ไม่มีอะไรอยากดูเป็นพิเศษ"
การดู Oprah ทุกคืนทำให้ผมคิดได้ว่า ถ้าตอนนั้นเลือกได้, ผมจะดูช่องอื่น
ผมไม่ได้อยากรู้เรื่องของคนดัง เรื่องผู้ขัดสนทุกข์ยากในรายการก็หนักเกินไป ถ้านอนคนเดียวผมจะกดหารายการที่ตลกที่สุดรายการหนึ่ง
ไม่มีเลยก็เปิดวีดีโอรวมฮิตตลกเดี่ยวที่อัดเก็บไว้ ตอนนี้ถ้าใครถามว่าคิดถึงอะไรที่นั่น ผมตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่าคิดถึงรายการตลกทางทีวีพวกนี้
และคิดถึง Comedy Central เป็นพิเศษ
ถึงตอนนี้นอนหลับดีขึ้น ผมก็ยังติดการใช้ตลกกล่อมนอน ยังคิดถึงและอยากดูโชว์ตลกเดี่ยวเก่งๆ ปากจัดๆ อยู่เสมอ
อยากฟังเรื่องตลกที่คนเล่าต้องคิดต้องเขียน
และต้องฝึกซ้อมมาเล่าให้ผมขำจนหากินเป็นอาชีพได้
ผมว่า stand-up comedy เล่นยากมากครับ
เป็นการแสดงที่เสี่ยงตายหากคนดูไม่เอาด้วย
เหมือนที่ Will Farrell (Saturday Night Live) บอกว่า
(การแสดง stand-up comedy) มันยากเย็น โดดเดี่ยว และโหดร้าย
(..is hard, lonely and vicious) คนดูปราณีก็รอดไป
ผมคิดถึงตลกที่ขยันทำการบ้าน
มองสํารวจชีวิตและสิ่งต่างๆอย่างละเอียด แล้วหาแง่มุมมาทําตลกล้อเลียนเสียดสี
โชว์ตลกดีๆ สำหรับผม
มันให้ประสบการณ์แบบที่ได้จากการดูหนังหรืออ่านหนังสือดีๆ
บางทีได้แง่คิดปรัชญาที่ไม่เคยคิดได้เอง
Comedian ที่ผมชอบแทบทุกคนจะมีลักษณะเป็นฮิปปี้หัวก้าวหน้า รักสนุก ดูเป็น(หรือเป็นอดีต)นักศึกษาที่ฉลาด อ่านและเรียนมามาก
เล่าเรื่องการเมืองเรื่องสังคมให้ผมฟังอย่างแตกฉาน
จริงและซื่อสัตย์กว่าที่ได้เห็นได้ฟังจากข่าว
เรื่องมุมมองชีวิตบางเรื่องก็ลุ่มลึกเหมือนได้ฟังจากนักปราชญ์
แต่มันต้องออกมาตลกนะครับ
ไม่ขำไม่ฟัง เครียดพออยู่แล้ว
ผมชอบใจเวลาได้ฟังความคิดแนวคิดใหม่ๆ
อย่างที่ Michael Dorr พูดถึงโทษประหารว่า
ถ้าเราฆ่า(ประหาร)คนที่ฆ่าคน, เราก็ต้อง(ลงโทษ)ข่มขืนพวกที่ชอบข่มขืน
หรือคนโปรดอีกคน-Chris Rock บอกว่า "เขาไม่ยอมให้เกย์แต่งงานกัน
เพราะเขาว่าการแต่งงานเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ (sacred)...
ไมเคิ่ล แจ๊กสันก็แต่ง, มันศักดิ์สิทธิ์ตรงไหนวะ?"
ตัดสินได้ไม่ง่ายหรอกว่าแนวคิดไหนถูกหรือผิด
แต่ผมเห็นว่ามันตลก มีเหตุผล และเป็นแง่คิดที่แปลกใหม่
จึงนับถือพวกเขาว่าขยันค้นคว้า คิดกันมาได้เรื่อยๆ
มันเศร้าที่ผมไม่มีโอกาสได้ดูผลงานดีๆจำนวนมากๆแบบนั้นอีก
ไหนจะตลกหน้าใหม่อีกตั้งเยอะแยะ ก็อดได้ทำความรู้จัก
นอกจากอุดม แต้พานิชแล้ว มีโชว์ที่เป็น stand-up comedy ของคนไทยหลายโชว์
แต่ไม่ทราบทําไมพวกเขาเรียกมันว่า "ทอล์คโชว"์
เขายืน ถือไมค์ ตั้งใจเล่าเรี่องขําขัน แต่ไม่เรียกการแสดงนั้นว่าโชว์ตลก ผมว่ามันย้อนไปสมัยที่คนเริ่มสนใจการพูดต่อหน้ากลุ่มคน
มีสถาบันการพูดแบบการทูต มีรายการเวทีวาที
มี motivation speaker อย่างอาจารย์ทินวัตร มฤคพิทักษ์ แกจัดอบรมเรื่องเกี่ยวกับการพูดการพัฒนาบุคลิกภาพอะไรสักอย่าง
แล้วก็เรียกมันว่าทอล์คโชว์ (ซึ่งควรเรียกว่า ‘สัมมนา’ มากกว่า เพราะเนื้อหาเป็นการให้ความรู้ ให้การศึกษาในหัวข้อเฉพาะเจาะจง) เพื่อมิให้คนเบื่อ motivation speaker
จึงต้องเติมอารมณ์ขันลงในเนื้อหา ให้เคร่งเครียดน้อยลงและน่าติดตามมากขึ้น
มีคําว่า "นักพูด" เกิดขึ้น นักพูดมีลักษณะเป็นอาจารย์ๆ เป็นวิทยากร
พยายามสั่งสอนอบรมพร้อมๆ กับพยายามทําตลก
แล้วก็เริ่มเรียกการแสดงการพูดลักษณะนี้ว่า ทอล์คโชว์ เรื่อยมา
มันเป็นการใช้คําผิดอย่างไม่น่าอภัย
เพราะทอล์คโชว์คือรายการแบบ Oprah Winfrey, Jay Leno, วิทวัสหรือไตรภพ
ที่มีเก้าอี้มีโต๊ะมีแขกรับเชิญมาคุยกัน อาจเป็นทอล์คโชว์ทางวิทยุก็ได้
ตราบที่มีการจัดหาคนมาสัมภาษณ์พูดคุย
โลกเราเรียกรายการแบบนี้ว่ารายการทอล์คโชว์มานานเกินไปแล้ว ทำและเรียกกันมาจนไม่สามารถจะเห็นทอล์คโชว์เป็นอย่างอื่นไปได้แล้ว
แล้วคำมันก็ชัดเจน การ ‘talk’ ต้องมีคน talk กลับ, โต้ตอบกัน
ในโชว์ตลกเดี่ยวเขา ‘tell’ stories, tell jokes ไม่มีการสนทนา
ลองกดหาคำว่าทอล์คโชว์ทางอินเตอร์เน็ตภาษาไทย
พบว่าเขาใช้คำนี้แทนคำว่า stand-up comedy กันอย่างเป็นทางการไปแล้ว มันคงเหมือนที่เราเคยเอาคำภาษาอังกฤษอย่าง smart มาใช้กับรูปลักษณ์(สวย, เก๋) แทนที่จะใช้กับสติปัญญา(ฉลาดหลักแหลม)
อุดม แต้พานิช เรียกการแสดงของตนว่า stand-up comedy เป็นคนแรกนานมาแล้ว แต่คนอื่นที่แสดงโชว์รูปแบบเดียวกันยังคงพอใจกับคำว่า talk show อยู่ ผมเคยเห็นโชว์ของบางคนถึงกับมีเพื่อนๆรับเชิญมาแต่งลิเกเล่นตลกกันเป็นหมู่คณะ ก็ยังยืนยันว่าโชว์ของตนเป็นทอล์คโชว์ไม่ใช่โชว์ตลก
ผมก็ยืนยันเช่นกันว่าการยืนบนเวทีคนเดียว พยายามเล่าเรื่องให้คนดูหัวเราะ
เป็นการแสดง stand-up comedy แน่ๆ
ตัวผู้เล่นก็เป็น comedian, เป็นตลก ครับ ไม่ใช่นักพูด
บางคนก็มำเสนอออกมาในเชิงวิชาการที่น่าเบื่อ
มีคนสนใจมากมาย เพราะดูน่าเชื่อถือ
แต่นำกลับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตไม่ได้เลย
แต่บางคนก็นำเสนอออกมาในรูปแบบตลกขำขัน ประชดประชัน เสียดสีสังคม
ซึ่งอาจทำให้คนวิจารณ์ว่ามันไร้สาระ ขาดความน่าเชื่อถือ เป็นขยะทางวรรณกรรม
แต่เชื่อไหมว่าการนำเสนอแบบนั้นนั่นแหละ
บางเรื่องที่เคยได้ยินได้อ่านมานานกว่า 10 ปี แล้ว ผมยังจำได้ติดใจอยู่เลย
. . .
ผมชอบโน๊ตอุดมในหลายแง่มุมครับ
ในมุมตลก ความตลกของเขาแสดงออกมาได้ดี
พอ ๆ กับแนวคิดแฝงที่ตามออกมากับความขำขันเหล่านั้น
ส่วนในมุมไม่ตลกของเขา ที่เห็นจากงานเขียนต่าง ๆ
ก็นำเสนอแง่คิดและมุมมองของชีวิตที่แตกต่าง ๆ ที่ไม่ค่อยพบเห็นจากคนทั่วไป
ขออภัยที่ผมเขียนยาว ๆ เบลอ ๆ ไปหน่อยนะครับ
#1 By oatato on 2007-07-09 22:16