ความคิดสร้างสรรค์มันเป็นเหมือนแสงอาทิตย์
posted on 22 Sep 2007 21:23 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
อ่านบทสัมภาษณ์คุณเจ้ยในนิตยสารฟรีฟอรม์ เลยเอามาเผยแพร่เป็นพรีวิว อยากให้เพื่อนๆ ช่วยอุดหนุนครับ เป็นขนาดอ้วนขึ้น ๑๕๕ บาท, ฟังที่เจ้ยพูดก็คุ้มแล้ว ยังอ่านไม่หมดเลย ลุกมาพิมพ์นี่ก่อน
...
- อยากจะบอกอะไรเป็นพิเศษกับคนที่มาดูหนังของคุณเจ้ย หรืออยากให้อะไรกลับไปบ้าง
--ไม่มีครับ (ตอบทันที) อย่างที่บอก ผมไม่แคร์ การดูหนังปกติ มันเพื่อความบันเทิง เรามองว่าหนังเราก็บันเทิงเหมือนกัน แต่บันเทิงคนละแบบ ไม่บันเทิงแบบ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ใช่ผีกะเทย ซึ่งบ้านเรากำลังต้องการ เหมือนกับว่าคนกลุ่มใหญ่กลุ่มนี้ต้องการ มันไม่ใช่ว่าต้องทำแบบนี้กันหมดเลย เรารู้สึกว่าความเป็นปัจเจกมันสำคัญมากๆ ความเป็น mass มันน่ากลัว
- แล้วรู้สึกอย่างไรกับหนังผีกะเทยที่ว่า
--เราก็โอเค หมายความว่า เราเชื่อว่าทุกคนควรจะทำหนังของตัวเอง แล้วก็ทำให้ดีที่สุด แต่ว่าไอ้ผีกะเทย บางทีมันไม่ดี เหมือนกับว่าไม่ได้สร้างอะไรใหม่ โอเค เพื่อเงินอย่างเดียวพอเข้าใจ แต่ว่าบางทีมันทำได้ดีกว่านี้เพื่อเงิน ก็เป็นระดับที่ดีได้ บางทีแล้วเรารู้สึกว่า ทำหนังเอาใจคนดูได้ แต่ว่าอย่าดูถูกคนดู อย่าลากคนดูเข้าไปในจุดที่เขาไม่ต้องคิดอะไรเลย ...
...
...
- ภาษาหนังของคุณเจ้ยคืออะไร
--มันคือบุคลิก มันเป็นทุกอย่างเลย เหมือนกับว่าทางด้านภาพ ด้านการตัดต่อ ด้านการใช้ภาษา มันเหมือนเราอ่านงานเขียนของนักเขียนบางคน อุ๊ยเราชอบจังเลย เหมือนเราได้สื่อสารกับเขา แต่ว่าบางคนเราอ่านไปแล้วมันไม่มีเสียงของเขาอ้ะ หนังก็เหมือนกัน ดนตรีก็เหมือนกัน บางทีเราดูงานบางคนแล้วมันไปเหมือนของคนโน้นคนนี้ เรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ของเรา แต่ว่าบางอย่างที่เราอ่านหรือฟังแล้ว เออ! เหมือนเราได้สื่อสารกับเขา
...
...
- ไม่ชอบสุริโยไทหรือครับ
--ไม่รู้ทำทำไม
- คุณเป็นเอกเคยให้สัมภาษณ์ว่า ท่านมุ้ยทำหนังดีมาเยอะแล้ว ตอนนี้ถึงจะทำอะไรแย่ๆ ออกมาบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะท่านมีคุโณปการกับวงการหนังไทยมาก
--เฮ้ย!... เป็นสิ เป็น! (หัวเราะ)
...
อ่านบทสัมภาษณ์ไปเพียงไม่กี่หน้า ผมรู้จักเจ้ยมากขึ้น รู้ว่าเขาคิดแบบไหน ผมภูมิใจที่เรามีบุคลากรแบบนี้ มีความเชื่อ, มี attitude แบบนี้ ไม่คิดแต่ เงิน เงิน เงิน ผมชอบที่ต่างชาติให้ทุนเขาทำงาน แต่บ้านเขาเองกลับรังเกียจคอยตัดคอยแบนหนังของเขา มันเจ็บยิบๆ ดี เจ้ยเหมือนเป็นอาชญากรสงคราม แสดงงานในบ้านตัวเองไม่ได้ เป็นตลกร้ายมาก ฝรั่งรู้เรื่องเข้าก็คงหัวเราะ ว่ามันเกิดอะไรในบ้านเรา, เมื่อไหร่จะมีเสรีภาพในการแสดงความคิด, เมื่อไหร่จะ liberal กันซะที
ผมเคยดูสัตว์ประหลาด ไม่ได้ชอบพิเศษ แต่ยังวิจารณ์ไม่ได้ เจ้ยบอกว่า "…ดีวีดีที่ออกมา มันไม่ตรงกับที่เราคิด เราก็สงสารคนซื้อเหมือนกัน เพราะว่ามันโดนเซ็นเซอร์ แล้วสีมันก็ไม่ถูก ถ้าเป็นเวอร์ชั่นที่ออกต่างประเทศสีมันจะแจ่มมาก.." (หน้า ๘๑) แล้วผมจะไปหาเวอร์ชั่นสมบูรณ์จากที่ไหนได้ล่ะครับ กลายเป็นของหายากไปแล้ว กองเซ็นเซอร์นี่มันยังไง ตั้งขึ้นมาแกล้งคน ให้ดูหนังไม่สนุก, ให้ไม่มีหนังดู?
ผมเกลียดการเซ็นเซอร์ เพราะจุดหมายแรกเริ่มของมันคือ-ดูถูกคน และห้ามคนไม่ให้คิด มันผิดหลักสิทธิมนุษยชน บางคนไม่รู้ บางคนรู้-แต่ยอมมันง่ายเหลือเกิน, เข้าใจมันง่ายเหลือเกิน "ช่างมันเถอะ, มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ" ผมคิดว่า เราควรจะรู้สึกเดือดร้อน เพราะเขากำลังละเมิดสิทธิพื้นฐานของเรา เขากำลังดูถูกเราอยู่ เราโกรธได้ครับ, อย่าไปเข้าใจมันมากนักเลย ผมว่านั่นแหละที่เขาต้องการ "ทำให้เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ยอมรับได้, เข้าใจได้" เกมปิดหูปิดตาก็จะดำเนินต่อไปอย่างสนุกสนาน นานแสนนาน
เจ้ยพูดถึงหลายๆ อย่าง หนังไทยของคนอื่น, สังคม, ศิลปะ,การเมือง จับเอามาเป็นบทสรุปเก๋ๆ ได้หลายตอน อย่างเช่น
"... ตอนนี้เมืองไทยขายไม่กี่อย่าง นักท่องเที่ยวมาดูวัดพระแก้ว แล้วก็จะไม่มาอีก ทะเลก็เน่าหมดแล้ว ภาพจิตรกรรม ลายไทย ก็ได้แค่บางส่วน แต่ความคิดสร้างสรรค์มันเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ มันเป็นพลังงานที่เปล่งประกายในทุกช่วงชีวิตของคนเรา น่าจะเอามาใช้ ในขณะที่โบราณสถานมันเน่าไปเรื่อยๆ ..."
ไอเลิฟยูแมน
(อ่านต่อ อ่านต่อ..)

#1 By V@R on 2007-09-22 21:59