'โกหก' กับ 'ขโมย'
posted on 01 Dec 2007 23:41 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
1.
ผมไม่ชอบโกหก เพราะเหตุผลง่ายๆ คือ มันรู้สึก “เสีย” อย่างแรงเวลาถูกจับได้ อึดอัด กระอักกระอ่วน ไม่สบายตัวอย่างมาก
ถ้าเราพูดจริง, มันจะจริงไปตลอด มันง่ายกว่าน่ะ ไม่ต้องจดจำ ไม่ต้องมานั่งนึกว่าครั้งที่แล้วพูดอะไรไป มันเป็นธรรมชาติดี ใครจะถามกี่ครั้งก็ตอบได้เหมือนเดิม ก็มันเป็นความจริงอันเดิม
ทำไมคนชอบโกหก มันเป็นความสนุกสนานหรือที่ได้หลอกคนเล่น หรือมันเป็นความท้าทาย ที่จะต้องจดจำเรื่องโกหกทุกเรื่อง เมื่อต้องพูดถึงอีกครั้ง ฉันต้องทำให้มันดีเหมือนเดิม
เขาอาจจะไม่ได้คิดขนาดนั้น อาจจะแค่พูดไม่จริงเพื่อความสบายใจของผู้ฟัง หรืออาจจะเครียดเพราะคิดถึงความรู้สึกของผู้ฟังมากเกินไป อยากให้ผู้ฟังรู้สึกดี? หรือที่จริงอยากให้ตัวเองรู้สึกดี?
ผมเหนื่อยแทน คิดมากจังเลย
ทำไมไม่คิดว่า ถ้ามันเป็นความจริง ยังไงมันก็จริง ไม่ต้องเกร็ง ปล่อยตามธรรมชาติ ให้มันเป็นความจริงตามธรรมชาติ
อาจจะเหนื่อยน้อยลง
ผลของการได้ยินคำ “พูดไม่จริง” สำหรับผมนั้น อธิบายได้ดังนี้ :
-ฟังครั้งแรก มีข้อมูลแรก ราบเรียบ
ข้อมูลนี้ถูกจัดเป็นเส้นตรงอยู่ในสมอง
-ฟังครั้งที่สอง, ถ้าข้อมูลที่สองเป็นความจริงอันเดิม
มันจะทับกันเป็นเส้นตรงเส้นเดิมเสมอไป

จะกี่ครั้งก็ตรง และจริง เหมือนเดิม,
เสมอไป
-แต่ถ้าครั้งที่สอง ข้อมูลเปลี่ยนไป
เป็น

มันก็จะขัดแย้ง สองเส้นไม่ทาบทับกัน หัวก็ปั่นป่วนเพราะข้อมูลแปลกไป

คนชอบโกหก หรือโกหกจนเป็นนิสัย คงไม่เคยคิดว่ามันจะสร้างความปั่นป่วนในสมองของผู้ฟังได้มากขนาดไหน
แต่ก่อนผมจะโพล่งออกมาตรงๆ ว่า “เฮ่ย, มึงพูดไม่เหมือนเดิมน่ะ, เกิดอะไรขึ้น?” ตอนนี้ ผมพยายามเข้าใจทุกๆ คน ครอบครัวที่เข้มงวดกดดันก็มีส่วนสร้างนิสัยโกหก เมื่อเป็นเช่นนั้นมันก็ไม่ใช่ความผิดของเขา ผมเลิกตะโกน ไม่จับผิด และปล่อยให้เขาอยู่บนเวที
แม้พยายามเข้าใจ มันก็ยังเกิดขึ้น : ทุกครั้งที่มันไม่ทับซ้อนป็นเส้นเดียวกัน(ในหัวสมองของผม) ความน่าเชื่อถือในตัวคนพูดคนนั้น มันจะลดลง ลดลงเรื่อยๆ จนหมดไปตั้งแต่เมื่อไหร่ -บางทีผมไม่ทันได้สังเกตุ
2.
(จาก Jacob’s Journey)
..คืนวันสั้นลงทุกที แต่แถวยาวเหยียดหน้าบ้านโจเซฟไม่ได้สั้นลงเลย ตอนนี้ทุกคนต่างใส่ชื่อเจค็อบเข้าไปในรายการของที่ต้องซื้อจากตลาด
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งมีความมุ่งมั่นที่จะพูดกับเจค็อบเป็นคนแรกให้ได้ ถลึงตาใส่คนอื่นพลางท้าเจค็อบให้ตอบคำถามของเขา
“เพราะข้าไปโกหกเรื่องคนอื่นเข้า ใครๆ ในหมู่บ้านนี้เลยพากันเรียกข้าว่าหัวขโมย ท่านว่าข้าสมควรจะถูกลงโทษแบบเดียวกับหัวขโมยอย่างนั้นหรือ”
“ไม่หรอก” เจค็อบตอบแบบแทบจะไม่ใส่ใจเลย
“ก็นั่นน่ะสิ ข้าก็บอกพวกเขาอย่างนั้นแหละ” ชายผู้นั้นพูดพร้อมกับชูหัวแม่โป้งให้ฝูงชนที่อยู่ข้างหลังตน
“โทษของท่านควรจะหนักกว่านั้น” คำพูดของเจค็อบทำให้ผู้ถามถึงกับผงะ เขาพรั่งพรูคำสบถออกมาไม่หยุดยั้ง แต่เจค็อบก็ยังพูดต่อไป “มันเป็นอย่างนี้ หัวขโมยอาจจะถูกบังคับให้เอาของที่ขโมยไปมาคืนได้ แต่เมื่อท่านพูดโกหก คนที่อยู่รายรอบไม่อาจจถูกบังคับให้นำสิ่งที่ได้ยินมาคืนได้ เหมือนกับที่เราไม่อาจนำสิ่งที่เราเห็นมาคืนได้ ฉันใดก็ฉันนั้น”
“แต่ข้าไม่ได้พูดโกหกกับทุกคนนี่”
“ในเมล็ดพันธุ์แห่งการกล่าวเท็จ” เจค็อบพูด “ก็คือป่าไม้แห่งความหลอกลวง ร่มเงาของมันแผ่คลุมไปถึงแม้กระทั่งผู้คนที่ไม่ได้ยินคำพูดอันไม่จริงนั้น”
(Jacob’s Journey การเดินทางของเจค็อบ เขียนโดย โนอาร์ เบนชี แปลโดย ฐิติมา สุทธิวรรณ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก, หน้า 82)
(การไม่พูดความจริงทั้งหมดก็คล้ายโกหกกลายๆนะผมว่า)
หลอกใครหลอกได้ หลอกตัวเอง ทำไม่ได้หรอกครับ เฮ้อ...

เหตุผลก็อย่างที่พี่ว่า อยากให้อีกฝ่ายสบายใจ
และแน่นอน เพื่อความสบายใจของตัวเองด้วย
แต่ยังไงก็จะไม่พูด ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
good nite ค่ะ
#1 By *บลาสต์ on 2007-12-02 00:12