(เสียงปรบมือ)
ชบฮ. : (พูดกับกล้อง) “ใครๆ ก็อยากทำให้เด็กเป็นทหาร เพราะว่ามันปกครองง่ายดี เด็กยังไม่รู้เหตุผล อธิบายให้ตายก็ยังปีนป่ายทำลายข้าวของ การสั่งห้ามจึงง่ายกว่าการพูดอธิบายเหตุผลผิดถูก ทั้งที่รู้ว่าเด็กควรจะได้ปีนป่ายอย่างอิสระ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ยังชอบเห็นเด็กเรียบร้อย, ยกมือไหว้อย่างนบนอบ”
(ตัดไปที่กล้องอีกตัว ชบฮ.หันหน้าตาม) “–มันดีจริงหรือ? เคยเห็นเด็กตาโล่งๆ ในทีวีไหม? บางทีมันน่าขนลุกเพราะน้องๆ ซอมบี้เหลือเกิน, ตาไม่มีแววเหมือนเป็นทหาร ผมเคยเห็นครั้งหนึ่ง นักข่าวไปสัมภาษณ์เด็กที่ค่าย(นาซี)ปรับปรุงพัฒนาเยาวชนอะไรสักอย่าง มาค่ายมีประโยชน์ยังไงคะ “ก้อ.. ทำให้มีระเบียบวินัยมากขึ้นค่ะ” กลับบ้านจะทำอะไรบ้างคะ “ก้อ.. จะช่วยทำงานบ้าน, ทำการบ้าน, เป็นเด็กดีค่ะ” ตอบกันแถวๆ นี้ ท่องมา ซ้ำๆ กัน ไม่เคยสงสัย ไม่เคยถาม ทหารชัดๆ , เค้าเปลี่ยนเด็กให้เป็นทหารได้อย่างที่เขาต้องการ ซ้ายหัน ขวาหันได้ตามใจ”

“ผมมีเรื่องจะฟ้องท่านผู้ชมมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กหรอกครับ, มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติโดยรวม พูดคนเดียวคงจะไม่หนักแน่นน่าฟัง วันนี้“ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล”ขอเชิญ คุณเมฆ มณีวาจา หรือคุณไมเคิล ไรท (Michael Wright) มาร่วมสนทนา”
(ท่านผู้ชมในห้องส่งปรบมือ, คุณ Michael นั่งลงบนเก้าอี้นวม)
ชบฮ. :    “Hi Mike, how are you?”
Michael : “สวัสดี ชับบี้โฮล”
ชบฮ. :    “พูดไทยได้ด้วย!”
Michael : “นี่อย่ามามุก”

ชบฮ. : (หันมาพูดกับท่านผู้ชม) “ผมเพิ่งรู้จัก ไมเคิล ไรท เมื่อต้นปีนี้เอง ผมชอบหนังสือ “ไมเคิล ไรท มองโลก” กับ “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” คุณไมเคิลเล่าเรื่องโลกและเมืองไทยให้ผมฟังอย่างสนุกสนานและเข้าใจง่าย สำหรับผมแล้วแกเป็น “ตลก” คนหนึ่ง, เป็นตลกร้ายแบบที่ผมชอบเสียด้วย แบบที่อ่านแล้วจุกๆ อึ้งๆ
คุณไมเคิลเป็นฝรั่งมาจากประเทศอังกฤษ (กล้องจับที่ Michael) แต่แกเก่งภาษาไทยกว่าผมและคนไทยหลายๆ คน คำเก๋ๆ อย่าง อุตตระโลก -spiritual world, อุษาคเนย์ -Southeast Asia อะไรแบบนี้ ผมได้ยินจากแกเป็นครั้งแรก..
คำหรูๆ อย่าง “รัฐราชการ” -Bureaucratic State หรือ “รัฐอัตตาณานิคม” -Auto Colony ก็เช่นกัน คือผมเพิ่งรู้ว่า “รัฐ” อย่างบ้านเรานี่ เขาเรียกกันว่า “รัฐราชการ” เป็นรัฐราชการ ที่ปกครองตัวเองแบบอาณานิคม คุณไมเคิลพูดเรื่องนี้ในบทความตอนที่เกี่ยวกับหนังสือ “คู่มือวัยใส” (ชบฮ.ถอนหายใจ แล้วหันมาทางท่านผู้ชม) ผมต้องเล่าสักหน่อยก่อนว่าหนังสือ “คู่มือวัยใส” นี้ เป็นหนังสือเพศศึกษาสำหรับวัยรุ่น ตอนที่วางจำหน่ายมีกลุ่มป้าแก่กลุ่มหนึ่งชิ้วช้าวไม่ชอบใจ เพราะหนังสือใช้คำว่า “ชักว่าว” กับ “ตกเบ็ด” คุณไมเคิ่ลชี้ว่า การต่อต้านหนังสือ “คู่มือวัยใส” นี้ สะท้อนลักษณะของระบบการศึกษาตามแบบ “อัตตาณานิคม” ตรงนี้อยากให้คุณไมเคิ่ลช่วยอธิบายด้วยครับ ว่ามันเพี้ยนและมีส่วนสร้างความเสียหายให้มนุษยชาติอย่างไร”

(กล้องจับที่ Michael)
Michael : “ด้วยความยินดี. รัฐที่ปกครองตัวเองตามแบบอาณานิคมนั้น ย่อมใช้การศึกษาเพื่อสร้างประชาราษฎรที่เชื่อง ว่านอนสอนง่าย (docile) ที่รู้เฉพาะวิชาชีพ (trades) แต่ไม่รู้วิชาชีวิตที่จะทำให้เขาสามารถคิดเอง ตัดสินใจเอง และปกครองกันเองโดยไม่เกรงกลัว
การศึกษาสำหรับอาณานิคมนั้น ย่อมมี :
๑. การปิดบังความจริงบางประการ
๒. การสร้างปมด้อยให้นักเรียนไม่ไว้ใจตนเอง
๓. โกหกพกลม” (*1)

ชบฮ. :    “โดยส่วนตัว, คุณไมเคิ่ลมีความเห็นอย่างไรกับ คำว่า “ชักว่าว” และ “ตกเบ็ด” ”
Michael : “ผมน่ะไม่สเน่หานักหนากับคำว่า “ชักว่าว” หรือ “ตกเบ็ด” แต่ผมเห็นว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง และจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรใช้ศัพท์สองคำนี้ ไม่ใช่เพื่อชวนให้เด็กทำ เพราะไม่จำเป็นต้องชวนหรอก แต่เพื่อให้เด็กเข้าใจว่า อัตตกามกิจเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ห้าม ไม่มีโทษ ไม่น่ากลัว เด็กจะได้ไม่รู้สึกกระวนกระวาย มีความผิด สกปรก จนเกิดเป็นโรคจิต มีปมด้อย” (*2)
ชบฮ. :    “ผมว่า ชักว่าว กับ ตกเบ็ด ฟังดูเป็นมิตรกว่าแน่ๆ ครับ คำว่า “ประกอบอัตตกามกิจ” หรือ “อัตตกามบริหาร” มันเคร่งเครียดจริงจังเหมือนกำลังจะประกอบกิจการใหญ่โต”
Michael : (หัวเราะ) “ท้ายบทความนั้น, จำได้ไหม? ที่ผมขออนุญาตใช้สูตร “คุมคำ คุมความหมาย คุมความคิด คุมคน” ของอาจารย์เกษียร เตชะพีระมาประกอบกับเรื่องนี้..”
ชบฮ. :    (พยักหน้า)
Michael : “ทำไมสูตรของอาจารย์เกษียรฉายแสงสว่างเข้ามาในเรื่องนี้? ว่าง่ายๆ
-ผู้ใหญ่ที่เกลียด “คู่มือวัยใส” ต้องการคุมคำ -ชักว่าว ตกเบ็ด, เพื่อคุมความหมาย -ให้ชั่วร้าย น่าเกลียด, เพื่อคุมความคิด –ให้กลัว, เพื่อคุมคน -เด็กๆ ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า..
ที่จริงการต่อต้าน “คู่มือวัยใส” ไม่ได้เป็นเรื่องการชักว่าว ตกเบ็ด มันไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องอำนาจ หรือการสงวนอำนาจของคนที่มีจิตใจเผด็จการนิยม” (*3)
ชบฮ. :    “เฮ่อ, Fascist สุดๆ ”
Michael : “ช่าย..”

ชบฮ. :    “ผมสงสัยเรื่องระบบการศึกษาของบ้านเรามาตลอด และคุณไมเคิ่ลก็อธิบายให้ฟังหลายครั้ง มีตอนนึงที่คุณยกประเทศอินเดียมาเป็น “คันฉ่อง” –สะท้อนดูประเทศไทย.. ”
Michael : “อ๋อ ตอนนั้นผมอธิบายว่า ระบบการศึกษาของไทยนั้นเกิดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (รัชกาลที่ ๕ – ๖ ราว พ.ศ.๒๔๑๑ - ๒๔๖๙) ซึ่งตรงกับสมัยที่จักรวรรดินิยมตะวันตกแผ่อำนาจกว้างที่สุดและแรงที่สุด.. ระบบการศึกษาของสยาม / ไทย จึงน่าจะถ่ายแบบมาจากระบบการศึกษาของอังกฤษในอินเดีย ว่าโดยง่าย เป็นระบบการศึกษาสำหรับอาณานิคม ที่มุ่งหมายป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำราชการ, แต่ยับยั้งไม่ให้เยาวชนคิด, เข้าใจ หรือ จินตนา
ระบบนี้มีประโยชน์ต่อการปกครองของรัฐราชการ จนแม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง -พ.ศ.๒๔๗๕ จนทุกวันนี้, แทบไม่มีใครกล้าแตะต้อง” (*4)

(กล้องจับที่ใบหน้าเซ็งของทั้งคู่ เห็นเงียบกันนาน, โปรดิวเซอร์จึงตัดเข้าโฆษณา)
(ครู่หนึ่งก็กลับมา, ท่านผู้ชมปรบมือ)

ชบฮ :    “คุยเรื่องหนังดีกว่า ผมไปดูการ์ตูนเรื่อง “นาค” มา”
Michael : “อือ”
ชบฮ :     “โอ่โห, Fascist สุดๆ ”
Michael : “อือ”
ชบฮ :     “ที่หนังสอนมันตรงข้ามกับ Empiricism ทุกอย่างเลยไม้ค์! ทุกอย่างไม่มีการพิสูจน์ ไม่อิงเหตุผล ไม่ต้องทดลองให้หมดสงสัย ไม่ต้องมีหลักฐานแบบวิทยาศาสตร์ หนังสอนให้เด็กเชื่อว่าตัวเขาไม่มีคุณค่า พึ่งตัวเองไม่ได้, สิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินและกำหนดให้ทุกอย่างเกิดขึ้น สติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ -ไม่สำคัญเลย
ดูแล้วรู้สึกว่าเขา (คนทำหนัง) พยายามทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย แล้วก็พยายามทำให้เรากลัว นี่มันสูตรคลาสสิคของ Fascism ใช่ไหมไม้ค์? สร้างความกลัว เสร็จแล้วก็เสนอยาแก้พิษ -ซึ่งก็คือศาสนา
ในหนังนะไม้ค์, มีตอนนึงที่โอย จะแพ้แล้ว, สู้ปีศาจไม่ได้แล้ว เขา (คนทำหนัง) ทำยังไงรู้มั้ย? เขาให้เด็กๆ ในเรื่องหลับตาพริ้ม, ยกมือขึ้นพนม โอ เสร็จแล้วปีศาจมันจะหายไปเอง พวกหนูไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น เพราะพวกหนูทำไม่ได้, มันไม่ใช่เรื่องของหนู, ชีวิตของหนูนั้นขึ้นอยู่กับนักบวชและผี ตัวหนูไม่เกี่ยวเลย หนูไม่มีความสามารถ, ไม่มีคุณค่า, และไม่ใช่เจ้าของชีวิตของหนูเอง มันทำกันแบบนั้นเลยนะไม้ค์! นี่มันปิดบังความจริง, สร้างปมด้อย, แล้วก็โกหกพกลม ตามสูตรเดี๊ยะ!
มีตอนไหนมั่งที่พูดถึง ‘พุทธปรัชญา’?, ไม่มี!”
Michael : “ใจเย็น ชบฮ.”
ชบฮ. :    “ผมจำที่ไม้ค์เขียนได้แบบคำต่อคำ ไม้ค์ว่า : “ในบรรดานักปราชญ์ทั้งกรีกและอินเดียทั้งหลายทั้งปวง มีแต่ศากยมุนีเท่านั้นที่ไม่หลงเข้าไปในแดนสนธยาแห่ง Metaphysics หรือ Idealism ท่านสอนเฉพาะตรรกวิทยา (Logic ในพรหมชาลสูตร) จริยศาสตร์ (Ethics ในสูตรทั่วไป) และวิชาญาณ (Empiricism ในกาลามสูตร)
พราหมณ์ผู้ใดเข้าหาศากยมุนีที่ใด ถามเรื่องสูงๆ ฟ้าๆ ท่านได้แต่ดึงพราหมณ์ผู้นั้นกลับสู่ปัญหาที่มนุษย์ประสบบนพื้นดิน วัตถุนี้คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรคสู่นิโรธ” ผมพูดถูกไหม? ” (*5)
Michael : “แม่น”
ชบฮ. :    “มันทำให้ผมโมโห เมื่อคิดได้ว่าที่จริงเขา (คนทำหนัง) ไม่ได้สนเรื่องศาสนาหรอก เขากำลังพยายามล้างสมอง, ควบคุมจิตใจเด็กๆ ต่างหาก ให้เด็กอยู่ในโอวาท ให้ปกครองง่าย มันคือวิธีการที่ Fascism ใช้กันตลอดมา ปิดบังและโกหกเพื่อสร้างความสงบและความสามัคคีปลอมๆ ..
..ไม้ค์รู้ไหมว่าคำพูดที่เป็น “คีย์เวิร์ด” ของหนังเรื่องนี้คืออะไร?”
Michael : “อะไร?”
ชบฮ. :    “บางทีเราก็ต้องสละชีวิตเพื่อส่วนรวม..”
Michael : “Shit..”
ชบฮ. :    “ไม่มีเหตุผลเลย! เด็กไทยตาโล่งเป็นทหารซอมบี้กันหมดแล้ว ท่าน (Fascism และสมุน Fascism) ยังจะต้องการอะไรอีก สละชีวิตเพื่อ “ส่วนรวม”, มันก็แปลว่าเพื่อ “แผ่นดิน”, ซึ่งก็แปลว่าเพื่อ “ชาติ” ในที่สุด คือ -ถ้าเขาจะโฆษณาชวนเชื่อให้คลั่งชาติโดยใช้คำว่า “ชาติ” ตรงๆ , มันก็จะดู “คลั่งชาติ” กันแบบโจ่งแจ้งเกินไป, มันไม่งาม นั่นเอง
จุดมุ่งหมายของพวกเขา คือการปลูกฝังให้เด็กเชื่อฟัง, ทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องถามหาเหตุผล
เขาฝังมันลงไปในหัวเด็กให้เด็กเชื่อง, เป็นทหาร.แค่นั้นแหละ, โปรดักชั่นทั้งหมดทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคีย์เวิร์ด-“เสียสละชีวิตเพื่อส่วนรวม” “ถ้าชาติต้องการล่ะก็, น้องๆ จะต้องยอมสละให้แม้ชีวิต”
ผมอยากให้เด็กทุกคนดูหนังเรื่องนี้, แล้วถามว่า “ทำไมวะ?” (“What the fuck?..”) ”

Michael : (จิบชา) “ Fascism น่ะไม่สนอะไรหรอก.. มนุษยธรรม, ความยุติธรรม และแม้กระทั่งชีวิตของประชาชนก็ไม่สำคัญเท่าการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจปกครอง หรือว่าอีกนัยหนึ่ง, “พลังคือความถูกต้อง -Might is Right” ” (*6)

“โดยพื้นฐานแล้ว Fascism ปฏิเสธทั้งสังคมนิยมและประชาธิปไตยเสมอกันว่าอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล มนุษย์แต่ละคนไม่มีความหมายนอกจากเป็น “หน่วยหนึ่งของรัฐ (a Creature of the State)” มีหน้าที่เชื่อฟัง, นบนอบรับใช้รัฐ, และ ตายหรือฆ่าเพื่อรัฐ ปัญญาและวิจารณญาณเป็นสิ่งที่ต้องห้าม, การหลับตาเชื่อท่านผู้นำเป็นคุณยอดเยี่ยมของพลเมืองดี..” (*7)

“ Fascism จะเล่นเรื่อง “ชาติ” เรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของชนชาติ, เชื้อชาติ, ภาษา, ศาสนา, วัฒนธรรม.. อย่างนโยบายปลุกระดมความหลงชาติ คลั่งชาติ (Extreme Nationalism) ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษ เริ่มใช้ธงชาติ เพลงชาติ คำขวัญ God, King, and Country, ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลก -มุสโสลินีเชื่อว่า “ Fascism คือการผูกมัดอำนาจรัฐกับบรรษัท”, นาซีฮิตเล่อร์กับลัทธิชาตินิยมคลั่งผิวรุนแรงในเยอรมันนี, บท “รัฐนิยม” ของตุรกี ที่บังคับชาวบ้านให้แต่งตัว “สากล” และยกเลิกประเพณีเก่าแก่, หรือการใช้พระจักรพรรดิอำพรางเผด็จการทหารในญี่ปุ่น..”

“ในสยาม / ไทย จอมพลป. พิบูลสงคราม ได้ยับยั้งการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของคณะราษฎร์แล้วก่อตั้งรัฐเผด็จการทหารตามแบบญี่ปุ่น ท่านใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างหลักสูตรการศึกษารองรับเพื่อก่อให้เกิดความหลงชาติ-คลั่งชาติ
“รัฐนิยม” ของท่านคล้ายของตุรกี ประกาศเพื่อคุมวัฒนธรรม, ให้คนไทยในชนบทอยู่ในโอวาทของรัฐ และแปลกแยกชนชาติอื่นภายในประเทศให้ตกนอกขอบ
“ความเป็นไทย..”

“หลังสงครามโลก Fascism หายไปจากหลายๆ ประเทศ ในปี ๑๙๔๕ มุสโสลินีถูกชาวบ้านจับยิงเป้าแล้วแขวนศพประจาน, ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย และโตโจถูกแขวนคอ..
ในยุโรป, ลัทธิ “เชื่อผู้นำ” ของฟาสซิสท์ และลัทธิ “คลั่งชาติ” ของนาซี ถูกถอดรื้อโดยสิ้นเชิงจนไม่มีใครนับถือ, ไม่มีวันจะผุดจะเกิดอีก” (*8)

“..แต่ในเมืองไทยไม่เป็นเช่นนั้น
-ปี ๑๙๔๖ เกิดสงครามเย็นขึ้นมา โลกตะวันตกต้องการ “ไทยแลนด์” เป็นสัมพันธมิตรที่เข้มแข็งฝ่ายขวา เพื่อต่อต้านกระแสคอมมิวนิสต์ในอุษาคเนย์ นายแปลกและพรรคพวก, ถูกเรียกกลับสู่อำนาจอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมทั้งลัทธิเผด็จการและลัทธิคลั่งชาติ
“เสรีไทย” ถูกลบล้างจากความรับรู้ของประชาชน, ขบวนการเสรีนิยมถูกปราบปราม, ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยถูกวิสามัญฆาตกรรม (*9)

-หลัง ๑๔ ตุลา ๑๙๗๓.. ถึงปัจจุบัน, การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกขัดแข้งขัดขาตลอดมา ทั้งนี้เป็นเพราะ :
๑. ข้าราชการทหารพลเรือนบางส่วนยังคงสืบทอดเจตนารมณ์เผด็จการ Fascist จากสมัยจอมพล ป. และ
๒. ทัศนคติชั่วร้ายของ Fascism ว่าด้วย “ชาติ” และ “อำนาจ” ยังถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์แบบในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ” (*10)

“-หลักสูตรประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการที่สอนอยู่ในโรงเรียนทั่วประเทศจนทุกวันนี้ ก็ยังเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาติตามหลักของพรรคนาซีเยอรมันครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง” (*11)

ชบฮ. :    “แย่แล้ว.. ท่านผู้ชมครับ, Fascism มันอยู่ทุกที่เลย, เราและเด็กๆ ของเราท่าจะแย่เสียแล้ว”
Michael : “ใช่.. แย่แน่ๆ ”
ชบฮ. :    “วันนี้เวลาหมด, ขอขอบคุณ คุณไมเคิ่ล ไรท, แขกรับเชิญพิเศษของ ‘ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล’ (เสียงปรบมือ) สนุกมากครับไมเคิ่ล, เศร้า แต่ก็สนุก ขอบคุณครับ”
Michael : “ยินดี ยินดี”
(เสียงปรบมือ)



(ป้ายไฟ “ออนแอร์” ดับลง ทั้งคู่ลุกขื้นยืน)
ชบฮ. :    “สูบบุหรี่ไหมลุง”
Michael : “ไปดิ”
ชบฮ. :    “ถ้ามีตังค์ ผมจะสั่งพิมพ์หนังสือของลุงเยอะๆ แล้วไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ”
Michael : “เอาไปบริจาคให้ห้องสมุด?”
ชบฮ. :    (ส่ายหน้า) “เอาไปต้มให้ครูกิน, รอนักเรียนอ่านเองมันจะช้าไป”
Michael : (หัวเราะ)



‘ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล’ เป็นรายการทอล์คโชว์ที่มิได้เกิดขึ้นจริง ชบฮ.ไม่เคยพบกับไมเคิ่ล ไรท แต่สิ่งที่ไมเคิ่ลพูด(เฉพาะส่วนที่เป็นสาระ)นั้น มีปรากฏอยู่จริงในหนังสือ “ไมเคิล ไรท มองโลก” และ “โลกนี้มีอนาคตหรือ? ( ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” (บทความจากทั้งสองเล่มเคยถูกตีพิมพ์ในมติชนรายสัปดาห์)
โปรดลองอ่านทั้งสองเล่ม แล้วคุณจะรู้ว่าไมเคิ่ลไม่โกรธผมหรอก, ที่เผยแพร่งานของแกและเอาแกมาล้อเล่นโดยไม่ขออนุญาต

-แกเป็นคน liberal, ใจกว้าง และมีอารมณ์ขัน





*1 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 32
*2 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 34
*3 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 35
*4 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 125
*5 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 66
*6 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 122
*7 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 163
*8 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 164-165
*9 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 60
*10 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 166
*11 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 61




Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet


ใน Favourites list ของผมไม่มีชื่อคุณ Chubbyhole ขึ้นมานานมากแล้ว..ดีใจที่เห็น logo สีแดงๆอันนี้ครับ..รู้ว่ามีอะไรดีๆมาให้อ่านกัน..

..คิดได้ลึกขนาดนี้เชียว การ์ตูนเรื่องนาคผมยังไม่ได้ดู แต่สื่อออกมาแบบนี้ เหมือนทฤษฏีสมคบคิดเลยนะครับ อ่านไปก็ อืม.. อืม.. จริงอย่างที่ว่า..

Hot!

#1 By :: KinG MoJi :: on 2008-05-14 15:47

ชบฮ.ก็มีอารมณ์ขันนะ ^^
รายการสนทนาพากัน"คิด"ให้เยอะ ๆ big smile

#2 By ไอ้แป้น : i-phan on 2008-05-14 17:07

Hans then takes part in a book-burning crusade, burning any books that oppose Hitler,
replacing the Holy Bible with Mein Kampf and the crucifix with a Nazi sword, and burning up the Catholic Church.
Hans then spends the next several years "Marching and heiling, marching and heiling!"

until he reaches his teens still "marching and heiling" until he becomes the "Good Nazi"
embroiled in hatred towards the Jewish race and anyone else who opposes Hitler,

"sees nothing but what the party wants him to see, says nothing but what the party wants him to say,
and he does no more than the party wants him to do."



ส่วนอีตาไมเคิลนั้นชอบเหมืือนกันครับ แต่อ่านเอาจากมติชน
ก่อนจะจบบทความนี่ต้องถามแมวทุกครั้งเลย(ที่ชื่อเรียกยาก ผมจำไม่ไ่ด้แล้ว)


#3 By Limpet Drone on 2008-05-14 17:32

“เอาไปต้มให้ครูกิน, รอนักเรียนอ่านเองมันจะช้าไป”
ต้มให้กินทั้งคู่เลยดีกว่าครับ ไวดี



หรือไม่ก็เอาไปต้มให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรากินคงจะดีขึ้น

#4 By แมงกลิ้งขี้ on 2008-05-14 18:24

ชบฮ กลับมาคราวนี้ แรงกว่าที่คิด ดีค่ะ ได้สาระและบันเทิงbig smile

#5 By V@R on 2008-05-14 18:50

แนวทางการปกครองของประเทศบางประเทศ
เหมือนจะมีีอำนาจแฝงเร้นบางอย่างที่ (ประชาชนทั่วไป)
มองไม่เห็นคอยควบคุมมาโดยตลอด

และเชื่ออำนาจบางอย่างนี้ยังคงมีอยู่ต่อไป
ตราบใดที่เด็ก ๆ (ที่อาจรวมไปถึงผู้ใหญ่)
ยังถูกตีกรอบทางความคิดให้มีแนวคิดและ
จินตนาการอยู่ในวงแคบ ๆ ที่มีขนาดเท่ากะลา

(แอบถอนหายใจหนึ่งเฮือก)

ขอรบกวนทีมงานช่วยตัดเข้าโฆษณาอีกทีครับ cry

Hot!

#6 By oatato on 2008-05-14 19:48

Hot!
มีอะไรดีๆ ก็ควรอ่าน
จะได้ประเทืองปัญญาค่ะ

หายไปนานกลับมา เหมือนอัดอั้น
เขียนเต็มที่เลยนะคะ confused smile

#7 By ~ wanwizaa ~ on 2008-05-14 19:51

big smile big smile big smile Hot!หายไปน๊านนาน...มีอะไรดีๆมาให้อ่านอีกแล้วHot!

#8 By (^_^)/nana on 2008-05-14 20:16

Hot!

ใส่ไม่ยั้งเลยครับ ^^

"มือที่มองไม่เห็น" มันก็มาจากผู้ใหญ่กันเองนั่นแหละ

#9 By on 2008-05-14 20:24

ชบฮ. ปะทะ มคร.
สนุกจังเลย
ด่ามัน ด่ามัน confused smile

#10 By Bickboon on 2008-05-14 21:00

ยาวยิ่งแต่ถูกใจมากๆๆๆๆๆๆHot! Hot! Hot!

#11 By wesong on 2008-05-14 22:29

ขออนุญาติแอดครับ

#12 By SS on 2008-05-14 22:36

big smile

คัท!!


หายไปนานเลยนะครับผมbig smile
Hot!
หายไปนานกลับมาได้อย่างสุดยอดจริง ๆ
จะรอ ชบฮ.สปช. ตอนต่อไปนะครับ confused smile

#14 By toey on 2008-05-14 22:54

Hot! มันควรถูกบรรจุคำถามลงในเกมส์โชว์ด้วย

#15 By นกฮูกดีไซน์ on 2008-05-14 22:59

อ่ะ ชอบมากๆๆๆๆ Hot!
จะแอบบอกว่า ไม่เคยคิดจะไปดูนาค ด้วยอคติอะไรไม่ทราบแน่ชัด อาจจะ "ผี" บังตา (ฮิๆๆ ผีมีอำนาจ) แต่ตอนนี้รู้สึกว่า ดีละ ที่ไม่ดู

ฉันว่า คงต้องรอให้คนใน generation รุ่นครูบาอาจารย์พ่อแม่ปู่ย่าตายายหมดไปก่อน เอ๊..หรือบางทีมันคงจะสืบเชื้อสายกันไปเรื่อยๆ ก็เล่นสอนต่อๆกันมานี่เนอะ

ป.ล. เขาเรียกว่า ตกเบ็ด นี่เอง เพิ่งรู้ (อายุ 25 แต่เวลามีฉากเลิฟซีนในทีวีที่บ้านจะโวยวายให้เปลี่ยนช่องค่ะ เจ๋งสุดๆ)

เป็นการกลับมาอย่างสง่างาม มาอัพอีกบ่อยๆนะ open-mounthed smile

#16 By nyanta on 2008-05-15 00:10

Hot!

ฟังให้มาก..คิดให้มาก big smile

#17 By -- on 2008-05-15 09:58

Hot! แรงโดนใจมากมายครับHot! confused smile

#18 By nonworld on 2008-05-15 10:15

big smile ชักอยากรู้จักลุงไมค์ขึ้นมาซะแล้ว

#19 By GuGGGar on 2008-05-15 16:15

sad smile อ้อ..ช่วงที่เรียนปี 4 ตอนพรีเซนต์โปรเจค ผมโดนหนึ่งในกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษาตำหนิที่ใช้คำว่า เซ็กซี่ บรรยายอารมณ์ของงานด้วย
..แกบอกว่าเลี่ยงไปใช้คำอื่นได้มั้ย หรือคุณเป็นคนเซ็กซ์จัด..ซะงั้น ( งงไปเลย )

ฟ้อง ฟ้อง ฟ้อง ฮ่าฮ่่าconfused smile

#20 By GuGGGar on 2008-05-15 16:24

ว้าวววว..เจ๋ง ตลกร้าย

คิดได้ยังไงเนี่ย คนอ่านเม้นท์ไม่ออกเลยต้องส่งโทรจิต แต่สงสัยคลื่นมันหลบไปในเขามั้ง สัญญาณเลยไม่มี ขาดๆ ขายๆ ไปซะงั้น sad smile

หุหุ หนุกดี น่าหามาอ่าน

#22 By '''''''''' ' _ ' ''''''''''' on 2008-05-15 23:31

เด็ด!!! Hot!

ป.ล.เสียดาย วันนั้นพี่อยู่เชียงใหม่

#23 By IwalkTheLine on 2008-05-16 12:55

อีกที น่าจะมีนังโมหิณีมาแจมด้วยนะคะ big smile

#24 By IwalkTheLine on 2008-05-16 12:56

ได้ภาษาอังกฤาเพิ่มขึ้นมากมายเลยครับ จากเอ็นทรี่นี้


ชอบเรื่องการเมืองการปกครองตอนจบ เดี๋ยวเอามั่ง

#25 By มนุษย์กล่อง on 2008-05-16 13:36

ลืมครับ Hot!

ปล. คุณทำให้ผมชอบ michael wright ขึ้นมาเลย

#26 By มนุษย์กล่อง on 2008-05-16 13:37

จริง!

แต่จะไปว่าคุณแปลกเค้าก็ไม่ถูกนักหรอก เพราะเรื่องนี้ จริงๆ มันเริ่มมาตั้งแต่คนกลุ่มหนึ่งที่โอกาสดีได้เรียนนอกเริ่มเหมาอยากให้สยามประเทศเป็่นไทจาก Monarchy ก่อนเวลา

(ใช่ว่าหากสยามอยู่ยั้งยืนยงกับ monarchy ณ ตอนนั้นแล้วจะดีกว่า เพียงแต่มันก็ต่างกรรมต่างวาระกันน่ะ)

ส่วนเรื่องหลังจากนั้น ก็เป็นเรื่องความกลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวคนรู้มากแล้วจะไม่เชื่อฟัง ถ้าคิดเองได้เดี๋ยวรู้่ว่าตอนนี้โดนควายจูงจมูกกันอยู่ แล้วจะวินาศสันตะโรกันหมด เอิ๊ก


เอาเข้าจริง ถ้าจะมองให้นานกว่านั้นอีก มันเป็นเรื่องที่ฝัง DNA อยู่ในคนภูมิภาคนี้เลยจ้ะ ไอ่เรื่องเชื่อนายเถิดจะเกิดผล เดินตามผู้ใหญ่หมาไม่กัด ฯลฯ (รวมถึงการส่งส่วย ของกำนัล VIP VVIP VVVIP ฯลฯ) ต่อให้เ็ป็นประเทศที่มีชาติตะวันตกมา "ให้การศึกษา" ก็ยังหนีเรื่องพวกนี้ไม่พ้น (ละสิงค์โปร์ไว้ซักประเทศเถอะ .. รายนั้นต้องใช้โมเดลอื่นในการอธิบาย)

ก็รากฐานที่มันมาจาก facism (หรือเราอยากเรียกว่า anarchy มากกว่า) เนี่ย ถ้ามันเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ สักแต่เอาตัวอย่างต่างประเทศ (ที่ไม่ได้มีประวัติศาสตร์พื้นฐานความเป็นมาอันเดียวกัน) มาจับแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มันก็บ้านไร่กันหมดเท่านั้นเอง (เราถึงได้ฮาเฮแทบตายกันอยู่จนถึงทุกวันนี้สินะ...)


คุณ "ถูกตลอด" เนี่ย แนวคิดพื้นฐานแกดีจ้ะ แต่บางทีเรื่องรายละเอียดถ้าเอากันเชิงวิชาการจริงๆ แกอาจจะรั่วกันได้เป็นระยะๆ นะคร๊า

แต่เอาน่ะ ดีกว่าพวกที่นั่งตูดบานในกระทรวงวัฒนธรรมละกัน sad smile


ว่าแล้วก็ ตกลงเปลี่ยนชื่อ "ไทย" กลับไปเป็น "สยาม" ดีมั้ย? open-mounthed smile open-mounthed smile

#27 By D.M. on 2008-05-18 01:22

แวะมาทักทายค่ะ ชอบและเห็นด้วยกับประโยคแรกๆนะคะ เพราะว่าทหารปกครองง่ายไม่ต้องใช้เหตุผล ไม่ต้องอธิบายมากมาย (บางคนเรียกว่าไม่ต้องใช้สมองเลยจริงๆนะคะ) ทั้งที่ IQ ออกจะสูง ว่ามะsad smile จะโดนทหารตืบไหมเราเนี่ย เฮ้อเฮ้อ ไม่กลัวจ้าsad smile

#28 By on 2008-05-22 13:10

แล้วไอ้พวกหรือกลุ่มที่ไม่มีใครแตะต้องได้
แค่คิดว่าไม่เคารพ หรือไม่เห็นด้วย แม่งก็แทบ
จะจับไปยิงทิ้งแล้ว
คุณ ชบฮ.ไม่คิดที่จะเขียนถึงบ้างหรือครับ
...หรือว่าคุณก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่กล้า...

#29 By เป้ง (117.47.13.158) on 2008-05-24 15:46

ผมยังไม่เคยอ่านหนังสือของคุณไมเคิล ไรท แต่ผมอยากตอบคำถามของชื่อหนังสือเล่มที่สอง โลกนี้มีอนาคตหรือ? ผมว่ามีนะ

แต่ถ้าถามผมว่า ประเทศนี้มีอนาคตหรือ? ผม...ไม่แน่ใจแฮะ

#31 By on 2008-06-14 23:57

ขออนุญาตถอดคอมมเม้นท์ตัวเองออก
(มันควรจะ แอ๊บแต็ก)

#32 By chubbyhole on 2008-06-23 14:32

ประทับใจมากครับ ทั้งอารมณ์ขันและอาหารสมอง

#33 By galgard on 2009-03-01 04:03