ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล
posted on 14 May 2008 15:03 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
(เสียงปรบมือ)
ชบฮ. : (พูดกับกล้อง) “ใครๆ ก็อยากทำให้เด็กเป็นทหาร เพราะว่ามันปกครองง่ายดี เด็กยังไม่รู้เหตุผล อธิบายให้ตายก็ยังปีนป่ายทำลายข้าวของ การสั่งห้ามจึงง่ายกว่าการพูดอธิบายเหตุผลผิดถูก ทั้งที่รู้ว่าเด็กควรจะได้ปีนป่ายอย่างอิสระ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ยังชอบเห็นเด็กเรียบร้อย, ยกมือไหว้อย่างนบนอบ”
(ตัดไปที่กล้องอีกตัว ชบฮ.หันหน้าตาม) “–มันดีจริงหรือ? เคยเห็นเด็กตาโล่งๆ ในทีวีไหม? บางทีมันน่าขนลุกเพราะน้องๆ ซอมบี้เหลือเกิน, ตาไม่มีแววเหมือนเป็นทหาร ผมเคยเห็นครั้งหนึ่ง นักข่าวไปสัมภาษณ์เด็กที่ค่าย(นาซี)ปรับปรุงพัฒนาเยาวชนอะไรสักอย่าง มาค่ายมีประโยชน์ยังไงคะ “ก้อ.. ทำให้มีระเบียบวินัยมากขึ้นค่ะ” กลับบ้านจะทำอะไรบ้างคะ “ก้อ.. จะช่วยทำงานบ้าน, ทำการบ้าน, เป็นเด็กดีค่ะ” ตอบกันแถวๆ นี้ ท่องมา ซ้ำๆ กัน ไม่เคยสงสัย ไม่เคยถาม ทหารชัดๆ , เค้าเปลี่ยนเด็กให้เป็นทหารได้อย่างที่เขาต้องการ ซ้ายหัน ขวาหันได้ตามใจ”
“ผมมีเรื่องจะฟ้องท่านผู้ชมมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องเด็กหรอกครับ, มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติโดยรวม พูดคนเดียวคงจะไม่หนักแน่นน่าฟัง วันนี้“ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล”ขอเชิญ คุณเมฆ มณีวาจา หรือคุณไมเคิล ไรท (Michael Wright) มาร่วมสนทนา”
(ท่านผู้ชมในห้องส่งปรบมือ, คุณ Michael นั่งลงบนเก้าอี้นวม)
ชบฮ. : “Hi Mike, how are you?”
Michael : “สวัสดี ชับบี้โฮล”
ชบฮ. : “พูดไทยได้ด้วย!”
Michael : “นี่อย่ามามุก”
ชบฮ. : (หันมาพูดกับท่านผู้ชม) “ผมเพิ่งรู้จัก ไมเคิล ไรท เมื่อต้นปีนี้เอง ผมชอบหนังสือ “ไมเคิล ไรท มองโลก” กับ “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” คุณไมเคิลเล่าเรื่องโลกและเมืองไทยให้ผมฟังอย่างสนุกสนานและเข้าใจง่าย สำหรับผมแล้วแกเป็น “ตลก” คนหนึ่ง, เป็นตลกร้ายแบบที่ผมชอบเสียด้วย แบบที่อ่านแล้วจุกๆ อึ้งๆ
คุณไมเคิลเป็นฝรั่งมาจากประเทศอังกฤษ (กล้องจับที่ Michael) แต่แกเก่งภาษาไทยกว่าผมและคนไทยหลายๆ คน คำเก๋ๆ อย่าง อุตตระโลก -spiritual world, อุษาคเนย์ -Southeast Asia อะไรแบบนี้ ผมได้ยินจากแกเป็นครั้งแรก..
คำหรูๆ อย่าง “รัฐราชการ” -Bureaucratic State หรือ “รัฐอัตตาณานิคม” -Auto Colony ก็เช่นกัน คือผมเพิ่งรู้ว่า “รัฐ” อย่างบ้านเรานี่ เขาเรียกกันว่า “รัฐราชการ” เป็นรัฐราชการ ที่ปกครองตัวเองแบบอาณานิคม คุณไมเคิลพูดเรื่องนี้ในบทความตอนที่เกี่ยวกับหนังสือ “คู่มือวัยใส” (ชบฮ.ถอนหายใจ แล้วหันมาทางท่านผู้ชม) ผมต้องเล่าสักหน่อยก่อนว่าหนังสือ “คู่มือวัยใส” นี้ เป็นหนังสือเพศศึกษาสำหรับวัยรุ่น ตอนที่วางจำหน่ายมีกลุ่มป้าแก่กลุ่มหนึ่งชิ้วช้าวไม่ชอบใจ เพราะหนังสือใช้คำว่า “ชักว่าว” กับ “ตกเบ็ด” คุณไมเคิ่ลชี้ว่า การต่อต้านหนังสือ “คู่มือวัยใส” นี้ สะท้อนลักษณะของระบบการศึกษาตามแบบ “อัตตาณานิคม” ตรงนี้อยากให้คุณไมเคิ่ลช่วยอธิบายด้วยครับ ว่ามันเพี้ยนและมีส่วนสร้างความเสียหายให้มนุษยชาติอย่างไร”
(กล้องจับที่ Michael)
Michael : “ด้วยความยินดี. รัฐที่ปกครองตัวเองตามแบบอาณานิคมนั้น ย่อมใช้การศึกษาเพื่อสร้างประชาราษฎรที่เชื่อง ว่านอนสอนง่าย (docile) ที่รู้เฉพาะวิชาชีพ (trades) แต่ไม่รู้วิชาชีวิตที่จะทำให้เขาสามารถคิดเอง ตัดสินใจเอง และปกครองกันเองโดยไม่เกรงกลัว
การศึกษาสำหรับอาณานิคมนั้น ย่อมมี :
๑. การปิดบังความจริงบางประการ
๒. การสร้างปมด้อยให้นักเรียนไม่ไว้ใจตนเอง
๓. โกหกพกลม” (*1)
ชบฮ. : “โดยส่วนตัว, คุณไมเคิ่ลมีความเห็นอย่างไรกับ คำว่า “ชักว่าว” และ “ตกเบ็ด” ”
Michael : “ผมน่ะไม่สเน่หานักหนากับคำว่า “ชักว่าว” หรือ “ตกเบ็ด” แต่ผมเห็นว่าเหมาะสมอย่างยิ่ง และจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรใช้ศัพท์สองคำนี้ ไม่ใช่เพื่อชวนให้เด็กทำ เพราะไม่จำเป็นต้องชวนหรอก แต่เพื่อให้เด็กเข้าใจว่า อัตตกามกิจเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ห้าม ไม่มีโทษ ไม่น่ากลัว เด็กจะได้ไม่รู้สึกกระวนกระวาย มีความผิด สกปรก จนเกิดเป็นโรคจิต มีปมด้อย” (*2)
ชบฮ. : “ผมว่า ชักว่าว กับ ตกเบ็ด ฟังดูเป็นมิตรกว่าแน่ๆ ครับ คำว่า “ประกอบอัตตกามกิจ” หรือ “อัตตกามบริหาร” มันเคร่งเครียดจริงจังเหมือนกำลังจะประกอบกิจการใหญ่โต”
Michael : (หัวเราะ) “ท้ายบทความนั้น, จำได้ไหม? ที่ผมขออนุญาตใช้สูตร “คุมคำ คุมความหมาย คุมความคิด คุมคน” ของอาจารย์เกษียร เตชะพีระมาประกอบกับเรื่องนี้..”
ชบฮ. : (พยักหน้า)
Michael : “ทำไมสูตรของอาจารย์เกษียรฉายแสงสว่างเข้ามาในเรื่องนี้? ว่าง่ายๆ
-ผู้ใหญ่ที่เกลียด “คู่มือวัยใส” ต้องการคุมคำ -ชักว่าว ตกเบ็ด, เพื่อคุมความหมาย -ให้ชั่วร้าย น่าเกลียด, เพื่อคุมความคิด –ให้กลัว, เพื่อคุมคน -เด็กๆ ที่จะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า..
ที่จริงการต่อต้าน “คู่มือวัยใส” ไม่ได้เป็นเรื่องการชักว่าว ตกเบ็ด มันไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ทั้งสิ้น มันเป็นเรื่องอำนาจ หรือการสงวนอำนาจของคนที่มีจิตใจเผด็จการนิยม” (*3)
ชบฮ. : “เฮ่อ, Fascist สุดๆ ”
Michael : “ช่าย..”
ชบฮ. : “ผมสงสัยเรื่องระบบการศึกษาของบ้านเรามาตลอด และคุณไมเคิ่ลก็อธิบายให้ฟังหลายครั้ง มีตอนนึงที่คุณยกประเทศอินเดียมาเป็น “คันฉ่อง” –สะท้อนดูประเทศไทย.. ”
Michael : “อ๋อ ตอนนั้นผมอธิบายว่า ระบบการศึกษาของไทยนั้นเกิดในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (รัชกาลที่ ๕ – ๖ ราว พ.ศ.๒๔๑๑ - ๒๔๖๙) ซึ่งตรงกับสมัยที่จักรวรรดินิยมตะวันตกแผ่อำนาจกว้างที่สุดและแรงที่สุด.. ระบบการศึกษาของสยาม / ไทย จึงน่าจะถ่ายแบบมาจากระบบการศึกษาของอังกฤษในอินเดีย ว่าโดยง่าย เป็นระบบการศึกษาสำหรับอาณานิคม ที่มุ่งหมายป้อนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการทำราชการ, แต่ยับยั้งไม่ให้เยาวชนคิด, เข้าใจ หรือ จินตนา
ระบบนี้มีประโยชน์ต่อการปกครองของรัฐราชการ จนแม้หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง -พ.ศ.๒๔๗๕ จนทุกวันนี้, แทบไม่มีใครกล้าแตะต้อง” (*4)
(กล้องจับที่ใบหน้าเซ็งของทั้งคู่ เห็นเงียบกันนาน, โปรดิวเซอร์จึงตัดเข้าโฆษณา)
(ครู่หนึ่งก็กลับมา, ท่านผู้ชมปรบมือ)
ชบฮ : “คุยเรื่องหนังดีกว่า ผมไปดูการ์ตูนเรื่อง “นาค” มา”
Michael : “อือ”
ชบฮ : “โอ่โห, Fascist สุดๆ ”
Michael : “อือ”
ชบฮ : “ที่หนังสอนมันตรงข้ามกับ Empiricism ทุกอย่างเลยไม้ค์! ทุกอย่างไม่มีการพิสูจน์ ไม่อิงเหตุผล ไม่ต้องทดลองให้หมดสงสัย ไม่ต้องมีหลักฐานแบบวิทยาศาสตร์ หนังสอนให้เด็กเชื่อว่าตัวเขาไม่มีคุณค่า พึ่งตัวเองไม่ได้, สิ่งเหนือธรรมชาติเป็นผู้ตัดสินและกำหนดให้ทุกอย่างเกิดขึ้น สติปัญญาและความสามารถของมนุษย์ -ไม่สำคัญเลย
ดูแล้วรู้สึกว่าเขา (คนทำหนัง) พยายามทำให้เรารู้สึกต่ำต้อย แล้วก็พยายามทำให้เรากลัว นี่มันสูตรคลาสสิคของ Fascism ใช่ไหมไม้ค์? สร้างความกลัว เสร็จแล้วก็เสนอยาแก้พิษ -ซึ่งก็คือศาสนา
ในหนังนะไม้ค์, มีตอนนึงที่โอย จะแพ้แล้ว, สู้ปีศาจไม่ได้แล้ว เขา (คนทำหนัง) ทำยังไงรู้มั้ย? เขาให้เด็กๆ ในเรื่องหลับตาพริ้ม, ยกมือขึ้นพนม โอ เสร็จแล้วปีศาจมันจะหายไปเอง พวกหนูไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่น เพราะพวกหนูทำไม่ได้, มันไม่ใช่เรื่องของหนู, ชีวิตของหนูนั้นขึ้นอยู่กับนักบวชและผี ตัวหนูไม่เกี่ยวเลย หนูไม่มีความสามารถ, ไม่มีคุณค่า, และไม่ใช่เจ้าของชีวิตของหนูเอง มันทำกันแบบนั้นเลยนะไม้ค์! นี่มันปิดบังความจริง, สร้างปมด้อย, แล้วก็โกหกพกลม ตามสูตรเดี๊ยะ!
มีตอนไหนมั่งที่พูดถึง ‘พุทธปรัชญา’?, ไม่มี!”
Michael : “ใจเย็น ชบฮ.”
ชบฮ. : “ผมจำที่ไม้ค์เขียนได้แบบคำต่อคำ ไม้ค์ว่า : “ในบรรดานักปราชญ์ทั้งกรีกและอินเดียทั้งหลายทั้งปวง มีแต่ศากยมุนีเท่านั้นที่ไม่หลงเข้าไปในแดนสนธยาแห่ง Metaphysics หรือ Idealism ท่านสอนเฉพาะตรรกวิทยา (Logic ในพรหมชาลสูตร) จริยศาสตร์ (Ethics ในสูตรทั่วไป) และวิชาญาณ (Empiricism ในกาลามสูตร)
พราหมณ์ผู้ใดเข้าหาศากยมุนีที่ใด ถามเรื่องสูงๆ ฟ้าๆ ท่านได้แต่ดึงพราหมณ์ผู้นั้นกลับสู่ปัญหาที่มนุษย์ประสบบนพื้นดิน วัตถุนี้คือ ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ และมรรคสู่นิโรธ” ผมพูดถูกไหม? ” (*5)
Michael : “แม่น”
ชบฮ. : “มันทำให้ผมโมโห เมื่อคิดได้ว่าที่จริงเขา (คนทำหนัง) ไม่ได้สนเรื่องศาสนาหรอก เขากำลังพยายามล้างสมอง, ควบคุมจิตใจเด็กๆ ต่างหาก ให้เด็กอยู่ในโอวาท ให้ปกครองง่าย มันคือวิธีการที่ Fascism ใช้กันตลอดมา ปิดบังและโกหกเพื่อสร้างความสงบและความสามัคคีปลอมๆ ..
..ไม้ค์รู้ไหมว่าคำพูดที่เป็น “คีย์เวิร์ด” ของหนังเรื่องนี้คืออะไร?”
Michael : “อะไร?”
ชบฮ. : “บางทีเราก็ต้องสละชีวิตเพื่อส่วนรวม..”
Michael : “Shit..”
ชบฮ. : “ไม่มีเหตุผลเลย! เด็กไทยตาโล่งเป็นทหารซอมบี้กันหมดแล้ว ท่าน (Fascism และสมุน Fascism) ยังจะต้องการอะไรอีก สละชีวิตเพื่อ “ส่วนรวม”, มันก็แปลว่าเพื่อ “แผ่นดิน”, ซึ่งก็แปลว่าเพื่อ “ชาติ” ในที่สุด คือ -ถ้าเขาจะโฆษณาชวนเชื่อให้คลั่งชาติโดยใช้คำว่า “ชาติ” ตรงๆ , มันก็จะดู “คลั่งชาติ” กันแบบโจ่งแจ้งเกินไป, มันไม่งาม นั่นเอง
จุดมุ่งหมายของพวกเขา คือการปลูกฝังให้เด็กเชื่อฟัง, ทำตามคำสั่งโดยไม่ต้องถามหาเหตุผล เขาฝังมันลงไปในหัวเด็กให้เด็กเชื่อง, เป็นทหาร.แค่นั้นแหละ, โปรดักชั่นทั้งหมดทำขึ้นมาเพื่อสนับสนุนคีย์เวิร์ด-“เสียสละชีวิตเพื่อส่วนรวม” “ถ้าชาติต้องการล่ะก็, น้องๆ จะต้องยอมสละให้แม้ชีวิต”
ผมอยากให้เด็กทุกคนดูหนังเรื่องนี้, แล้วถามว่า “ทำไมวะ?” (“What the fuck?..”) ”
Michael : (จิบชา) “ Fascism น่ะไม่สนอะไรหรอก.. มนุษยธรรม, ความยุติธรรม และแม้กระทั่งชีวิตของประชาชนก็ไม่สำคัญเท่าการรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจปกครอง หรือว่าอีกนัยหนึ่ง, “พลังคือความถูกต้อง -Might is Right” ” (*6)
“โดยพื้นฐานแล้ว Fascism ปฏิเสธทั้งสังคมนิยมและประชาธิปไตยเสมอกันว่าอ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล มนุษย์แต่ละคนไม่มีความหมายนอกจากเป็น “หน่วยหนึ่งของรัฐ (a Creature of the State)” มีหน้าที่เชื่อฟัง, นบนอบรับใช้รัฐ, และ ตายหรือฆ่าเพื่อรัฐ ปัญญาและวิจารณญาณเป็นสิ่งที่ต้องห้าม, การหลับตาเชื่อท่านผู้นำเป็นคุณยอดเยี่ยมของพลเมืองดี..” (*7)
“ Fascism จะเล่นเรื่อง “ชาติ” เรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของชนชาติ, เชื้อชาติ, ภาษา, ศาสนา, วัฒนธรรม.. อย่างนโยบายปลุกระดมความหลงชาติ คลั่งชาติ (Extreme Nationalism) ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรียของอังกฤษ เริ่มใช้ธงชาติ เพลงชาติ คำขวัญ God, King, and Country, ที่อิตาลีในช่วงสงครามโลก -มุสโสลินีเชื่อว่า “ Fascism คือการผูกมัดอำนาจรัฐกับบรรษัท”, นาซีฮิตเล่อร์กับลัทธิชาตินิยมคลั่งผิวรุนแรงในเยอรมันนี, บท “รัฐนิยม” ของตุรกี ที่บังคับชาวบ้านให้แต่งตัว “สากล” และยกเลิกประเพณีเก่าแก่, หรือการใช้พระจักรพรรดิอำพรางเผด็จการทหารในญี่ปุ่น..”
“ในสยาม / ไทย จอมพลป. พิบูลสงคราม ได้ยับยั้งการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของคณะราษฎร์แล้วก่อตั้งรัฐเผด็จการทหารตามแบบญี่ปุ่น ท่านใช้สื่อมวลชนโฆษณาชวนเชื่อ และสร้างหลักสูตรการศึกษารองรับเพื่อก่อให้เกิดความหลงชาติ-คลั่งชาติ
“รัฐนิยม” ของท่านคล้ายของตุรกี ประกาศเพื่อคุมวัฒนธรรม, ให้คนไทยในชนบทอยู่ในโอวาทของรัฐ และแปลกแยกชนชาติอื่นภายในประเทศให้ตกนอกขอบ “ความเป็นไทย”..”
“หลังสงครามโลก Fascism หายไปจากหลายๆ ประเทศ ในปี ๑๙๔๕ มุสโสลินีถูกชาวบ้านจับยิงเป้าแล้วแขวนศพประจาน, ฮิตเลอร์ฆ่าตัวตาย และโตโจถูกแขวนคอ..
ในยุโรป, ลัทธิ “เชื่อผู้นำ” ของฟาสซิสท์ และลัทธิ “คลั่งชาติ” ของนาซี ถูกถอดรื้อโดยสิ้นเชิงจนไม่มีใครนับถือ, ไม่มีวันจะผุดจะเกิดอีก” (*8)
“..แต่ในเมืองไทยไม่เป็นเช่นนั้น
-ปี ๑๙๔๖ เกิดสงครามเย็นขึ้นมา โลกตะวันตกต้องการ “ไทยแลนด์” เป็นสัมพันธมิตรที่เข้มแข็งฝ่ายขวา เพื่อต่อต้านกระแสคอมมิวนิสต์ในอุษาคเนย์ นายแปลกและพรรคพวก, ถูกเรียกกลับสู่อำนาจอย่างสง่าผ่าเผยพร้อมทั้งลัทธิเผด็จการและลัทธิคลั่งชาติ
“เสรีไทย” ถูกลบล้างจากความรับรู้ของประชาชน, ขบวนการเสรีนิยมถูกปราบปราม, ส.ส.ฝ่ายประชาธิปไตยถูกวิสามัญฆาตกรรม (*9)
-หลัง ๑๔ ตุลา ๑๙๗๓.. ถึงปัจจุบัน, การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยถูกขัดแข้งขัดขาตลอดมา ทั้งนี้เป็นเพราะ :
๑. ข้าราชการทหารพลเรือนบางส่วนยังคงสืบทอดเจตนารมณ์เผด็จการ Fascist จากสมัยจอมพล ป. และ
๒. ทัศนคติชั่วร้ายของ Fascism ว่าด้วย “ชาติ” และ “อำนาจ” ยังถูกรักษาไว้อย่างสมบูรณ์แบบในหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ” (*10)
“-หลักสูตรประวัติศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการที่สอนอยู่ในโรงเรียนทั่วประเทศจนทุกวันนี้ ก็ยังเป็นประวัติศาสตร์เชื้อชาติตามหลักของพรรคนาซีเยอรมันครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง” (*11)
ชบฮ. : “แย่แล้ว.. ท่านผู้ชมครับ, Fascism มันอยู่ทุกที่เลย, เราและเด็กๆ ของเราท่าจะแย่เสียแล้ว”
Michael : “ใช่.. แย่แน่ๆ ”
ชบฮ. : “วันนี้เวลาหมด, ขอขอบคุณ คุณไมเคิ่ล ไรท, แขกรับเชิญพิเศษของ ‘ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล’ (เสียงปรบมือ) สนุกมากครับไมเคิ่ล, เศร้า แต่ก็สนุก ขอบคุณครับ”
Michael : “ยินดี ยินดี”
(เสียงปรบมือ)
(ป้ายไฟ “ออนแอร์” ดับลง ทั้งคู่ลุกขื้นยืน)
ชบฮ. : “สูบบุหรี่ไหมลุง”
Michael : “ไปดิ”
ชบฮ. : “ถ้ามีตังค์ ผมจะสั่งพิมพ์หนังสือของลุงเยอะๆ แล้วไปตามโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ”
Michael : “เอาไปบริจาคให้ห้องสมุด?”
ชบฮ. : (ส่ายหน้า) “เอาไปต้มให้ครูกิน, รอนักเรียนอ่านเองมันจะช้าไป”
Michael : (หัวเราะ)
‘ชับบี้โฮล สเปเชี่ยล’ เป็นรายการทอล์คโชว์ที่มิได้เกิดขึ้นจริง ชบฮ.ไม่เคยพบกับไมเคิ่ล ไรท แต่สิ่งที่ไมเคิ่ลพูด(เฉพาะส่วนที่เป็นสาระ)นั้น มีปรากฏอยู่จริงในหนังสือ “ไมเคิล ไรท มองโลก” และ “โลกนี้มีอนาคตหรือ? ( ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” (บทความจากทั้งสองเล่มเคยถูกตีพิมพ์ในมติชนรายสัปดาห์)
โปรดลองอ่านทั้งสองเล่ม แล้วคุณจะรู้ว่าไมเคิ่ลไม่โกรธผมหรอก, ที่เผยแพร่งานของแกและเอาแกมาล้อเล่นโดยไม่ขออนุญาต
-แกเป็นคน liberal, ใจกว้าง และมีอารมณ์ขัน
*1 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 32
*2 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 34
*3 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 35
*4 “ไมเคิล ไรท มองโลก” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 125
*5 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 66
*6 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 122
*7 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 163
*8 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 164-165
*9 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 60
*10 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 166
*11 “โลกนี้มีอนาคตหรือ? (ไมเคิล ไรท มองโลก ๒)” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2550 หน้า 61
อ้อ..ช่วงที่เรียนปี 4 ตอนพรีเซนต์โปรเจค ผมโดนหนึ่งในกลุ่มอาจารย์ที่ปรึกษาตำหนิที่ใช้คำว่า เซ็กซี่ บรรยายอารมณ์ของงานด้วย
ใน Favourites list ของผมไม่มีชื่อคุณ Chubbyhole ขึ้นมานานมากแล้ว..ดีใจที่เห็น logo สีแดงๆอันนี้ครับ..รู้ว่ามีอะไรดีๆมาให้อ่านกัน..
..คิดได้ลึกขนาดนี้เชียว การ์ตูนเรื่องนาคผมยังไม่ได้ดู แต่สื่อออกมาแบบนี้ เหมือนทฤษฏีสมคบคิดเลยนะครับ อ่านไปก็ อืม.. อืม.. จริงอย่างที่ว่า..
#1 By :: KinG MoJi :: on 2008-05-14 15:47