Sex Education
posted on 28 Feb 2009 14:48 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
1.
วันนี้ขอพูดเรื่องเพศศึกษา
เริ่มที่ตัวอย่างสองตัวอย่าง, เกิดขึ้นที่อเมริกา
น้อง พ. ไปอยู่นิวยอร์คตั้งแต่มอต้น ตอนนี้เรียนหมอ ขยันเรียน,ขยันทำงาน จนผมต้องยุเธอให้ไปเที่ยวเสียบ้าง เด็กอะไร, ไม่เคยได้มีวีคเอ็นด์เหมือนเพื่อนๆ วันหยุดเรียนเธอก็มาเสิร์ฟทั้งวัน ไม่เคยได้ไปไหน เธอเคยโวยกับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ว่าฉันไม่เคยได้ไปเที่ยวไปทำห่านอะไรเหมือนพวกแกเลย, I don’t get to do shit. แล้วพวกแกยังจะมาให้ฉันทำรายงานงกๆ อยู่คนเดียว น้อง พ. นั้นสวยแล้วก็อึ๋มที่สุดในย่านแจ็คสันไฮ้ท์ ผมเสียดายชีวิตวัยรุ่นของเธอ วันหนึ่งเธอมาปรึกษาเรื่องคลับบาร์ที่เธอควรจะไป ผมจัดให้เลือกทันทีสองสามบาร์ แล้วเธอก็ไป, กับเพื่อนๆ ของเธอ
วันต่อมา เธอกลับมาเล่าว่าแย่เลย มีตาแก่มาเต้นประกบ จับก้นเธอด้วย จับอยู่ตั้งนาน ผมว่าแล้วทำไมไม่บอกมันว่านี่หยุดทีได้ไหม? Do you mind? เธอบอกไม่รู้จะพูดยังไง ไม่กล้าพูด ดีที่เพื่อนของเธอเดินมาบอกตาแก่ว่าเธอมากับฉันโว้ย!, She’s mine! แล้วก็ดึงน้อง พ. ออกไป อย่างไรก็ตาม น้อง พ. โดนลวนลามอยู่อย่างน้อยสิบนาที
อีกตัวอย่างหนึ่ง, น้อง ต. น้อง ต. น่ารักมาก บุคลิคดึงดูดผู้คน เป็นแนวสุภาพและค่อนข้างขี้อาย ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า แต่ก็สามารถอยู่ในบาร์ได้ถึงตีสี่ วันเกิดเหตุเราอยู่ในบาร์ในย่านมิดทาวน์ เป็นบาร์ที่มีธีมเป็นเอเชีย/จีน ผมเจอคนไทยหลายคน สักครู่จึงออกเดินเพ่นพ่าน ปล่อยต. ยืนเกาะระเบียงอยู่คนเดียว ต. นั้นดึงดูดผู้คน ผมเดินกลับมาก็เห็นอียืนอยู่กับแวมไพร์ฝรั่งแก่ตัวหนึ่ง มือมันโอบที่ไหล่ของ ต. ผมถาม ต. เป็นภาษาไทยว่าโอเครึเปล่า (จริงๆ โอเคเป็นภาษาอังกฤษ) ต. ยิ้มและพยักหน้า ผมจึงออกเดินต่อ วนกลับมาอีกรอบ แวมไพร์ก็ยังเกาะต. อยู่ หนนี้ ต. ไม่ยิ้ม ผมจึงบอกกับคุณลุงแวมไพร์ว่าโทษทีว่ะ, ’Scuse me.
แล้วต. ก็บ่นว่าขยะแขยง แหมมันเกาะอยู่ได้ ผมถาม (déjà vu) ว่าแล้วทำไมไม่บอกมันว่านี่หยุดทีได้ไหม?, Do you mind? ต. บอกไม่รู้จะพูดยังไง ไม่กล้าพูด
2.
วิชาเพศศึกษานั้นสอนครอบคลุมไปหมด เรื่องอนามัย ความรู้เรื่องร่างกาย การสืบพันธุ์ การร่วมเพศ การป้องกันโรคติดต่อ การคุมกำเนิด ฯลฯ แต่เรื่องที่ผมไม่ค่อยได้ยิน คือเรื่องเพศศึกษาสำหรับเด็ก ผมสงสัยตลอดมาว่าหลักสูตรเพศศึกษาสำหรับเด็กนั้นป็นอย่างไร, เขาสอนเพศศึกษาให้เด็กกันอย่างไร
จำหมอโอ๋ได้ไหม, (นายแพทย์สุกมล วิภาวีพลกุล, เคยแนะนำแล้วในเอ็นทรี่ “บรรยากาศแห่งความรัก”) หมอโอ๋เคยเล่าให้ผมฟัง(ผ่านหน้านิตยสาร)ว่า การสอนเพศศึกษาในวัยเด็ก จะสอนเรื่องสุขอนามัย เรื่องภาษาที่เหมาะกับวัย สอนเรื่องร่างกาย เรื่องความแตกต่างระหว่างเพศ สอนเรื่องความรับผิดชอบ รู้จักสิทธิของตน เคารพสิทธิของคนอื่น สอนเรื่องการตัดสินใจ และการปฏิเสธ (แล้วก็อะไรอีก, จำไม่ได้)
-จะเห็นว่ามีแต่เรื่องดีๆ ทั้งนั้น
วันหนึ่งดูรายการเพศศึกษาสำหรับเด็กทางทีวี เขาสอนเด็กเรื่อง “การปฏิเสธ” โดยเริ่มจากการสมมุติสถานการณ์ ให้ผู้ใหญ่ลอง “สัมผัส” ที่ตัวเด็กสองแบบ (ที่หัวไหล่) อธิบายความแตกต่าง เสร็จแล้วก็ให้เด็กลองสัมผัสกันเอง -เพื่อที่จะสอนเด็กเรื่องสัมผัสที่ดีและสัมผัสที่ไม่ดี ให้เด็กแยกแยะได้ว่าการจับต้องแบบใดเป็นสัมผัสที่เป็นมิตร และแบบใดเป็นสัมผัส –แบบลวนลาม เมื่อแยกได้แล้วก็สอนให้ปฏิเสธ ถ้าใครมาลูบไล้ตัวฉันแบบนั้น ฉันจะตะโกนร้องทันทีว่าไม่!!!
ใครจะมาวุ่นวายกับร่างกายของฉัน ฉันต้องโวย
-เราปฎิเสธกันไม่ค่อยเป็น?
ทั้งน้องพ. , น้องต. , ตัวผมเองก็เช่นกัน ถึงเวลาที่คับขัน มันคิดอะไรไม่ออก บางทีต้องถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างที่ไม่ควรจะโดน ทั้งที่มันเป็นเรื่องสิทธิ(ในร่างกาย และอื่นๆ ), เป็นความถูกต้องขั้นพื้นฐานธรรมดา หลายครั้งเมื่อถูกหลอกล่อให้งงด้วยชุดคำพูด, ด้วยเหตุผลทางเทคนิคต่างๆ นาๆ ผมก็จะตัดสินใจไม่ถูก, ไขว้เขวแล้วก็ลืมความถูกต้องแบบพื้นฐานไปเลย
3.
(จากวิกิพีเดีย http://en.wikipedia.org/wiki/Sex_education)
“…Another viewpoint on sex education, historically inspired by sexologists like Wilhelm Reich and psychologists like Sigmund Freud and James W. Prescott, holds that what is at stake in sex education is control over the body and liberation from social control. Proponents of this view tend to see the political question as whether society or the individual should teach sexual mores. Sexual education may thus be seen as providing individuals with the knowledge necessary to liberate themselves from socially organized sexual oppression and to make up their own minds. In addition, sexual oppression may be viewed as* socially harmful…”
“...ในการศึกษาเรื่องเพศ, มีอีกมุมมองหนึ่ง (ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากนักเพศวิทยาอย่าง Wilhelm Reich และนักจิตวิทยาอย่างSigmund Freud กับ James W. Prescott) -ที่เชื่อมั่นว่า ประโยชน์สูงสุดที่คนได้รับจากเพศศึกษาก็คือ การมีอำนาจเหนือร่างกายตนเอง และปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากกรอบบังคับของสังคม... (ตรงกลางแปลยากจึงไม่แปล)
...เพศศึกษาอาจถูกมองว่า เป็นวิชาที่เตรียมคนให้พร้อมไปด้วยความรู้ที่จำเป็น ต่อการปลดปล่อยตัวเองจากความกดกั้นทางเพศที่ก่อขึ้นมาโดยสังคม และต่อการตัดสินใจสามารถคิดได้ด้วยตัวเอง อนึ่ง, ความกดกั้นทางเพศอาจถูกมองได้ว่า* เป็นภัยทางสังคม...”
“control over the body” มีอำนาจเหนือร่างกายตนเอง
“liberation from social control” ปลดปล่อยตัวเองจากบังคับของสังคม
“to make up their own minds” การตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
เริ่มจากร่างกายของเรา รู้จักมันอย่างแท้จริง เป็นมิตรกับมัน ภูมิใจกับมัน แล้วเราก็หวงแหนมัน แล้วมันก็จะทำให้เราหวงแหนสิทธิอื่นๆ ของเราเองด้วย : สิทธิในชีวิต ในทรัพย์สิน ในเสรีภาพ ฯลฯ
หากเรา “รู้” และ “แม่นยำ” ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะในเวลาคับขัน หรือในเวลาที่ต้องโต้เถียงกันในเรื่องสิทธิความชอบธรรม เราก็ทำได้อย่าง “แม่นยำ” และ “ชัดเจน” , ไม่หลงไปกับเหตุผลพิเรนทร์ใดๆ ที่ผู้เอารัดเอาเปรียบสรรหาหยิบยกขึ้นมา
เราพร้อมที่จะโวยวายบอกเขาว่านั่นมันไม่ถูกต้อง
4.
* ตอนที่แปล, ผมชอบนี่ครับ :
“อาจ ถูก มอง ว่า...”
“may be seen as…”
“may be viewed as...”
มันเป็น(กลุ่ม)คำที่ดี เป็นกลางๆ , ไม่กรด ไม่เบส คือในเวลาที่ยังสรุปไม่ได้หรือยังไม่แน่ใจว่า “ความกดกั้นทางเพศเป็นภัยทางสังคม sexual oppression is socially harmful.” คุณก็พูดได้ว่า “ความกดกั้นทางเพศอาจถูกมองได้ว่า เป็นภัยทางสังคม sexual oppression may be viewed as socially harmful.” วิธีนี้เป็นการแสดงความคิดเห็นที่ปลอดภัยดี, ควรนำไปใช้ให้ทั่วกัน
อย่างถ้ามีคนหน้าตาน่าเกลียดมากเดินมา แทนที่คุณจะพูดว่า “เขาเป็นคนน่าเกลียด He is a freak.” คุณก็พูดเสียว่า “เขาอาจถูกมองว่าเป็นคนน่าเกลียด He may be viewed as a freak.”
-มันอาจจะถูกมองโดยใครก็ได้, may be viewed by anybody ไม่ใช่ฉัน, not me. ฉันแค่พูดมันออกมาเฉยๆ ฉะนั้นฉันไม่ต้องรับผิดชอบ
(ขอลองใช้ให้ดู : )
รัฐอาจถูกมองว่าเป็นการรวมตัวของกลุ่มคนที่วันๆ คิดแต่จะใช้ความรู้และวิทยาการทันสมัย กับเล่ห์กลร้อยแปดประการ มากระทำการทุกอย่างที่อาจถูกเรียกได้ว่าเป็นการปิดหูปิดตาปิดปากประชาชน วิชาการใดที่มีประโยชน์, ที่อาจทำให้คนได้รู้จักสิทธิของตัวเองและรู้จักความจริงตามธรรมชาติ ก็อาจถูกมองว่าจะทำให้คนมีสติปัญญามากเกินไป จะทำให้ควบคุมลำบาก
ผมกับน้อง พ. และน้อง ต. ก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นผลผลิตเกรดเอ, เป็นสุดยอดของพลเมืองที่รัฐต้องการ : ปฏิเสธไม่เป็น, ยอมเป็นผู้ถูกกระทำ และไร้อำนาจเหนือสิ่งใด แม้แต่สรีระร่างกายของตนเอง
มาสเตอร์แชมป์

ไม่คุ้มมากๆครับ Territory แคบกว่าที่เป็นจริง
เพราะไม่ได้มีใครสั่งสอนในเรื่องนี้เท่าไหร่
#1 By pw. on 2009-02-28 15:11