โปรดอ่าน
posted on 30 Mar 2009 23:17 by chubbyhole in Head-in-the-Hole
“อย่าอ่าน อย่ารู้มันเลยจะดีกว่า” สิบกว่าปีก่อน น้องผมบอกผมว่าเธอไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมก็ให้กำลังใจเธอซะเลย ว่าไม่อ่านแหละดีแล้ว เพราะตอนนั้นผมโรคจิต คิดมาก จึงโทษเอาดื้อๆ ว่าการอ่านมากจะทำให้ฟุ้งซ่านมากขึ้น คือ เรื่องราวและข้อมูลมันจะฟุ้งกระจายอยู่ในหัว เหมือนพลุในวันปีใหม่ คิดถึงเรื่องหนึ่งอยู่ ก็มีเรื่องใหม่อีกเรื่องพุ่งมาทางด้านซ้าย อีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยพรึ่บขึ้นจากด้านหลัง แตกกระจายออกเป็นอีกสิบเรื่องรอบๆ หัว เดี๋ยววุบเดี๋ยววับ ไม่ต้องหลับต้องนอน
แต่หลังจากที่ตระหนักว่า ที่จริงผม “ฟุ้งกระจาย” แบบนั้นมาตั้งแต่‘ก่อน’ที่จะอ่านหนังสือออก แล้วผมจะไปโทษหนังสือเขาได้ยังไง
ปีที่แล้ว, เดินเล่นในงานสัปดาห์หนังสืออยู่กับน้องคนเดิม คราวนี้ผมบอกเธอว่า “โปรดอ่าน” “โปรดอ่าน” “โปรดอ่าน”
ผมชอบ “อารมณ์” ที่ได้จากการอ่านหนังสือ มันจะจริงและอิ่มเอิบกว่าเสมอ (หากเทียบกับสื่อหรือการเล่าเรื่องแบบอื่น) ผมเคยดูหนัง “ริงกุ” (หนังญี่ปุ่น, ต้นฉบับ) แล้วเกิดอาการขนลุกที่ต้นคอ จากภาพสยองที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น แต่พอมาอ่านหนังสือ “ริง คำสาปมรณะ” โอ, บรรยายได้น่ากลัวน่าเกลียดกว่าที่เห็นในหนังเป็นสิบเป็นร้อยเท่า คนเขียนซาดิสท์มาก (อ่านแล้วจึงทราบว่า ฉบับภาพยนตร์ตัดความซาดิสท์ของผู้เขียน ซุสุกิ โคจิ ออกไปหลายจุด ขอบคุณมาก)
หนัง “ริงกุ” นั้น ดี หลอน และคลาสสิคมากอยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับหนังสือ -ตอนนั้นผมอ่าน “ริง คำสาปมรณะ” อยู่คนเดียวในบ้านของเพื่อน ที่มืด เงียบ อยู่ๆ ลมพัดประตูขยับ ผมเกือบจะกรีดร้อง ถึงจะรู้ว่าเป็นลม ผมก็ยังรู้สึกกลัวต่อเนื่องอยู่แทบทั้งคืน
เป็นข้อยืนยันคำพูดที่ว่า -หนังที่สร้างจากหนังสือ มักจะไม่ดี(หรือหลอน)เท่าหนังสือ
ถ้าคุณใฝ่หาความรู้ หนังสือช่วยคุณประหยัดได้ทั้งเงินและเวลา เพราะหนังสือแต่ละเล่ม ก็เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ของนักเขียนคนนั้น นักเขียนบางคนรู้เยอะ บางคนเป็นด็อกเตอร์ หนังสือของพวกเขาก็คือความรู้/ความคิดของพวกเขา, พวกเขาค้นคว้า เรียบเรียง สรุป แล้วก็พิมพ์ออกมาให้คุณ, เสร็จสรรพสวยงาม คุณแค่ซื้อแล้วก็เสพมันเข้าไป
ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินแพงๆ ไปร่ำเรียนเอง คุ้มจะตาย
นอกจากการอ่านแล้ว มีวิธีใดอีก?
ที่จะทำให้เราสามารถศึกษาความคิดอ่านของคนอีกคนหนึ่่ง, ซึ่งอาศัยอยู่ในที่อีกที่หนึ่ง, อีกเวลาหนึ่ง ไกลออกไปในอดีต.. เช่นตอนนี้ผมกำลังอ่านวอลแตร์ (“นิทานปรัชญาของวอลแตร์” แปลโดยดารณี เมืองมา เป็นหนังสือตลก), วอลแตร์ เป็นคนที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส เกิดที่ปารีส ในค.ศ.1694 ผมกำลังนั่งอ่านเรื่องเล่าของคนที่อยู่ห่างออกไป ทั้งโดยระยะทางและโดยระยะเวลา ไกลออกไปตั้งสามร้อยปี ผมทำได้อย่างไร? ใครบางคนเริ่มคิดว่าผมบ้า แต่ผมว่านี่มันมหัศจรรย์มากเลย
(-ไอเดียเก๋ๆ เรื่องระยะทางและระยะเวลาที่ผม “ฟุ้ง” ในย่อหน้าที่แล้ว, ไม่ได้คิดเอง อันที่จริงมันมาจากหนังสือ On Writing : A Memoir of the Craft ของพี่ Stephen King ต่างหาก
King เป็นนักเขียนคนโปรดของผม, On Writing เป็นหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติ กึ่งแนะนำการเขียนหนังสือ รับรองอ่านสนุก ไม่เครียด)
Stephen King บอกว่า :
“การเขียน คือ
telepathy, of course. โทรจิต, แน่นอนอยู่แล้ว.”
แล้วแกก็ยกตัวอย่าง, ทดลองให้เห็นว่าการเขียนเป็นเรื่องของพลังจิต แกบอกว่าตอนนี้แกนั่งอยู่ในบ้านของแก เขียนต้นฉบับ On Writing นี้อยู่ ในปี 1997
ส่วนคุณ(คนอ่าน) จะอยู่ที่บ้านของคุณ นั่งอ่านหนังสือของแก, (ที่แกสมมุติว่าจะถูกตีพิมพ์) ในปี 2000…
แล้วแกก็เริ่มบรรยายภาพในห้องห้องหนึ่ง มีโต๊ะ มีข้าวของ มีไอ้นั่นวางที่นี่ ไอ้นู่นวางที่โน่น...
จบ(หนึ่งย่อหน้า)แล้ว แกก็ถามคนอ่านว่า :
“Do we see the same thing?”
เราเห็นภาพเดียวกันไหม?
-นั่นสิ, เราเห็นเหมือนกันได้อย่างไร? เราอยู่กันคนละที่ คนละเวลากับแก
แล้วแกไม่ได้ขยับปากพูดสักคำ!
-มันคือ “โทรจิต” แน่นอน
“..not just over distance but over time as well..”
ตอนนี้วอลแตร์ –บุคคลจากสามร้อยปีก่อน, กลายเป็นนักเขียน/นักส่งกระแสจิตคนโปรดคนใหม่ของผม ไม่น่าเชื่อว่าหลายร้อยปีที่แล้ว จะมีคนที่ตลกได้ถึงขนาดนี้ ขอยกตัวอย่างจากนิทานเรื่อง “กุลีตาเดียว Le Crocheteur Borgne” –แกเล่าไปสามสี่หน้า, แล้วก็ (ย่อหน้าใหม่)..
“เมลินาด (พระนามเจ้าหญิงที่ข้าพเจ้าไม่ได้บอกเสียแต่แรก เพราะเหตุผลส่วนตัว คือยังไม่ได้ตั้งให้) ทรงพยายาม ...”
-เอากันอย่างนี้เลย..
ตลกตีหัว / slap stick ดื้อๆ จากวอลแตร์ อ่านไปได้ไม่กี่เรื่องก็หลงรัก แกล้ำสมัย ช่างคิด ชอบเสียดสีประชดประชัน และโคตรตลก (อนึ่ง ที่ผมว่าแกล้ำสมัยก็เพราะ เรื่องราวหรือปัญหาหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2009 , ถูกแกพูดถึง/ทำตลกเสียดสีไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี 1746)
ผมว่าคุณไม่มีทางจะพบความประทับใจแบบนี้ได้จากสื่อประเภทอื่น จริงๆ นะ..
-แต่หนังสือก็ไม่ใช่จะดีไปหมดเสียทุกเล่ม จึงโปรดเลือกอ่านให้ถูกเล่ม, ด้วยการตัดสินใจของคุณเอง ผมว่าการอ่านให้มากๆ กับทดลองอ่านให้หมดทุกๆ ประเภท จะทำให้เราเลือกได้เองว่า หนังสือแบบไหนที่เราอยากอ่าน คำพูดแบบไหนที่เราอยากฟัง หนังสือเล่มไหนน่าเบื่อ เล่มไหนน่าซื้อเก็บ เราจะสร้างรสนิยมของเราขึ้นมาเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
แต่ยังไงก็โปรด “อ่าน” กันก่อน
“โปรดอ่าน”
(On Writing : A Memoir of the Craft ของ Stephen King หน้า103-104, Scribner, ค.ศ. 2001
ริง คำสาปมรณะ โดย ซุสุกิ โคจิ, แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ, สำนักพิมพ์ อิมเมจ, พ.ศ. 2545
นิทานปรัชญาของวอลแตร์ โดย วอลแตร์ แปลโดยดารณี เมืองมา สำนักพิมพ์ดวงกมล, พ.ศ. 2540
และ Le crocheteur borgne โดย Voltaire สำหรับคนที่อ่านภาษาฝรั่งเศสออก :
http://reves.ca/songes.php?fiche=388)
(ป.ล. ร้านหนังสือในเชียงใหม่ที่ผมชื่นชอบคือ “ร้านเล่า” ผมรู้จักหนังสือและนักเขียนดีๆ เพิ่มขึ้นมากมายจากร้านนี้ บางวันผมเดินเข้าไปในร้าน -เหมือนเป็นผู้จัดการ.. “จัดชั้นหนังสือกันใหม่หรือครับ? หนังสือของนาย ก. ที่เคยอยู่ตรงนี้ ตอนนี้มันหายไป” พนักงานสองคนในเคาน์เตอร์มองหน้ากันแบบ “ยังไม่ได้รับเม็มโม่ (memo)” พนักงานอีกคนรีบวิ่งมาจากหลังร้าน เธอว่า “มีการเปลี่ยนแปลงการจัดวางเกิดขึ้นจริงๆ ค่ะ หนังสือของนาย ก. นั้น, บัดนี้ได้ย้ายมาอยู่ตรงนี้แทน” (เธอผายมือไปที่ตู้ข้างๆ กัน –เธอน่ารักมาก พูดแบบอายๆ , ขอโทษขอโพยที่เมื่อเช้าลืมเอารายงานไปวางไว้ที่โต๊ะของผม ผมก็อาย, ขอโทษขอโพยว่าผมผิดเองที่ไม่ดูให้ดีเสียก่อน แหมย้ายมาใกล้กันแค่นี้เองนะ ไม่ยักเห็น)
สรุปว่า อัธยาศัยดีกันทั้งร้าน
“ร้านเล่า” ยังเป็นที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ ศิลปะ จัดเสวนา นิทรรศการเป็นประจำ ชั้นบนเปิดเป็นเกสท์เฮ้าส์ที่ผมไม่เคยเห็นและไม่เคยไปพัก แต่ก็ยังอยากโฆษณาให้ทุกคนไปพัก นี่ก็เพราะรักกันจริงๆ
ถ้ามาเชียงใหม่ อย่าลืมไป “ร้านเล่า” ถ.หนินหมางเห่ยหมิง จ.เชียงใหม่)

นอกนั่นอ่านการ์ตูนอย่างเดียวเลยครับ
ปล.แต่ก็รักการอ่านนะครับ
#1 By :::อะกรูบี้ อเหกิฟลอฟ::: on 2009-03-30 23:28