โปรดอ่าน

posted on 30 Mar 2009 23:17 by chubbyhole  in Head-in-the-Hole

“อย่าอ่าน อย่ารู้มันเลยจะดีกว่า” สิบกว่าปีก่อน น้องผมบอกผมว่าเธอไม่ชอบอ่านหนังสือ ผมก็ให้กำลังใจเธอซะเลย ว่าไม่อ่านแหละดีแล้ว เพราะตอนนั้นผมโรคจิต คิดมาก จึงโทษเอาดื้อๆ ว่าการอ่านมากจะทำให้ฟุ้งซ่านมากขึ้น คือ เรื่องราวและข้อมูลมันจะฟุ้งกระจายอยู่ในหัว เหมือนพลุในวันปีใหม่ คิดถึงเรื่องหนึ่งอยู่ ก็มีเรื่องใหม่อีกเรื่องพุ่งมาทางด้านซ้าย อีกเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลยพรึ่บขึ้นจากด้านหลัง แตกกระจายออกเป็นอีกสิบเรื่องรอบๆ หัว เดี๋ยววุบเดี๋ยววับ ไม่ต้องหลับต้องนอน
แต่หลังจากที่ตระหนักว่า ที่จริงผม
ฟุ้งกระจาย” แบบนั้นมาตั้งแต่‘ก่อน’ที่จะอ่านหนังสือออก แล้วผมจะไปโทษหนังสือเขาได้ยังไง
ปีที่แล้ว, เดินเล่นในงานสัปดาห์หนังสืออยู่กับน้องคนเดิม คราวนี้ผมบอกเธอว่า “โปรดอ่าน” “โปรดอ่าน” “โปรดอ่าน”       

ผมชอบ “อารมณ์” ที่ได้จากการอ่านหนังสือ มันจะจริงและอิ่มเอิบกว่าเสมอ (หากเทียบกับสื่อหรือการเล่าเรื่องแบบอื่น) ผมเคยดูหนัง “ริงกุ” (หนังญี่ปุ่น, ต้นฉบับ) แล้วเกิดอาการขนลุกที่ต้นคอ จากภาพสยองที่ผมไม่คิดว่าจะได้เห็น แต่พอมาอ่านหนังสือ “ริง คำสาปมรณะ”  โอ, บรรยายได้น่ากลัวน่าเกลียดกว่าที่เห็นในหนังเป็นสิบเป็นร้อยเท่า คนเขียนซาดิสท์มาก (อ่านแล้วจึงทราบว่า ฉบับภาพยนตร์ตัดความซาดิสท์ของผู้เขียน ซุสุกิ โคจิ ออกไปหลายจุด ขอบคุณมาก)  
หนัง “ริงกุ” นั้น ดี หลอน และคลาสสิคมากอยู่แล้ว แต่ถ้าเทียบกับหนังสือ -ตอนนั้นผมอ่าน “ริง คำสาปมรณะ” อยู่คนเดียวในบ้านของเพื่อน ที่มืด เงียบ อยู่ๆ ลมพัดประตูขยับ ผมเกือบจะกรีดร้อง ถึงจะรู้ว่าเป็นลม ผมก็ยังรู้สึกกลัวต่อเนื่องอยู่แทบทั้งคืน
เป็นข้อยืนยันคำพูดที่ว่า -หนังที่สร้างจากหนังสือ มักจะไม่ดี(หรือหลอน)เท่าหนังสือ  

ถ้าคุณใฝ่หาความรู้ หนังสือช่วยคุณประหยัดได้ทั้งเงินและเวลา เพราะหนังสือแต่ละเล่ม ก็เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ของนักเขียนคนนั้น นักเขียนบางคนรู้เยอะ บางคนเป็นด็อกเตอร์ หนังสือของพวกเขาก็คือความรู้/ความคิดของพวกเขา, พวกเขาค้นคว้า เรียบเรียง สรุป แล้วก็พิมพ์ออกมาให้คุณ, เสร็จสรรพสวยงาม คุณแค่ซื้อแล้วก็เสพมันเข้าไป
ไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินแพงๆ ไปร่ำเรียนเอง คุ้มจะตาย

นอกจากการอ่านแล้ว มีวิธีใดอีก?
ที่จะทำให้เราสามารถศึกษาความคิดอ่านของคนอีกคนหนึ่่ง, ซึ่งอาศัยอยู่ในที่อีกที่หนึ่ง, อีกเวลาหนึ่ง ไกลออกไปในอดีต.. เช่นตอนนี้ผมกำลังอ่านวอลแตร์ (“นิทานปรัชญาของวอลแตร์”
แปลโดยดารณี เมืองมา เป็นหนังสือตลก), วอลแตร์ เป็นคนที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส เกิดที่ปารีส ในค.ศ.1694  ผมกำลังนั่งอ่านเรื่องเล่าของคนที่อยู่ห่างออกไป ทั้งโดยระยะทางและโดยระยะเวลา ไกลออกไปตั้งสามร้อยปี ผมทำได้อย่างไร? ใครบางคนเริ่มคิดว่าผมบ้า แต่ผมว่านี่มันมหัศจรรย์มากเลย

(-ไอเดียเก๋ๆ เรื่องระยะทางและระยะเวลาที่ผม “ฟุ้ง” ในย่อหน้าที่แล้ว, ไม่ได้คิดเอง อันที่จริงมันมาจากหนังสือ On Writing : A Memoir of the Craft ของพี่  Stephen King ต่างหาก  
King เป็นนักเขียนคนโปรดของผม,  On Writing เป็นหนังสือกึ่งอัตชีวประวัติ กึ่งแนะนำการเขียนหนังสือ รับรองอ่านสนุก ไม่เครียด)
Stephen King บอกว่า :
“การเขียน คือ
telepathy, of course.  โทรจิต, แน่นอนอยู่แล้ว.”
แล้วแกก็ยกตัวอย่าง, ทดลองให้เห็นว่าการเขียนเป็นเรื่องของพลังจิต แกบอกว่าตอนนี้แกนั่งอยู่ในบ้านของแก เขียนต้นฉบับ On Writing นี้อยู่ ในปี 1997
ส่วนคุณ(คนอ่าน) จะอยู่ที่บ้านของคุณ นั่งอ่านหนังสือของแก, (ที่แกสมมุติว่าจะถูกตีพิมพ์) ในปี  2000…
แล้วแกก็เริ่มบรรยายภาพในห้องห้องหนึ่ง มีโต๊ะ มีข้าวของ มีไอ้นั่นวางที่นี่ ไอ้นู่นวางที่โน่น...
จบ(หนึ่งย่อหน้า)แล้ว แกก็ถามคนอ่านว่า :
“Do we see the same thing?”
เราเห็นภาพเดียวกันไหม?
-นั่นสิ, เราเห็นเหมือนกันได้อย่างไร? เราอยู่กันคนละที่ คนละเวลากับแก
แล้วแกไม่ได้ขยับปากพูดสักคำ!
-มันคือ “โทรจิต” แน่นอน
“..not just over distance but over time as well..”
 

ตอนนี้วอลแตร์ –บุคคลจากสามร้อยปีก่อน, กลายเป็นนักเขียน/นักส่งกระแสจิตคนโปรดคนใหม่ของผม ไม่น่าเชื่อว่าหลายร้อยปีที่แล้ว จะมีคนที่ตลกได้ถึงขนาดนี้ ขอยกตัวอย่างจากนิทานเรื่อง “กุลีตาเดียว Le Crocheteur Borgne”  –แกเล่าไปสามสี่หน้า, แล้วก็ (ย่อหน้าใหม่)..

     “เมลินาด (พระนามเจ้าหญิงที่ข้าพเจ้าไม่ได้บอกเสียแต่แรก เพราะเหตุผลส่วนตัว คือยังไม่ได้ตั้งให้) ทรงพยายาม ...”

-เอากันอย่างนี้เลย..
ตลกตีหัว / slap stick ดื้อๆ จากวอลแตร์ อ่านไปได้ไม่กี่เรื่องก็หลงรัก แกล้ำสมัย ช่างคิด ชอบเสียดสีประชดประชัน และโคตรตลก (อนึ่ง ที่ผมว่าแกล้ำสมัยก็เพราะ เรื่องราวหรือปัญหาหลายอย่างที่กำลังเกิดขึ้นในปี 2009 , ถูกแกพูดถึง/ทำตลกเสียดสีไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี 1746)  

ผมว่าคุณไม่มีทางจะพบความประทับใจแบบนี้ได้จากสื่อประเภทอื่น จริงๆ นะ..
-แต่หนังสือก็ไม่ใช่จะดีไปหมดเสียทุกเล่ม จึงโปรดเลือกอ่านให้ถูกเล่ม, ด้วยการตัดสินใจของคุณเอง ผมว่าการอ่านให้มากๆ  กับทดลองอ่านให้หมดทุกๆ ประเภท จะทำให้เราเลือกได้เองว่า หนังสือแบบไหนที่เราอยากอ่าน คำพูดแบบไหนที่เราอยากฟัง หนังสือเล่มไหนน่าเบื่อ เล่มไหนน่าซื้อเก็บ เราจะสร้างรสนิยมของเราขึ้นมาเอง ซึ่งแน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร
แต่ยังไงก็โปรด “อ่าน” กันก่อน


“โปรดอ่าน”



(On Writing : A Memoir of the Craft ของ Stephen King หน้า103-104, Scribner, ค.ศ. 2001
  ริง คำสาปมรณะ โดย ซุสุกิ โคจิ, แปลโดย น้ำทิพย์ เมธเศรษฐ, สำนักพิมพ์ อิมเมจ, พ.ศ. 2545
  นิทานปรัชญาของวอลแตร์ โดย วอลแตร์ แปลโดยดารณี เมืองมา สำนักพิมพ์ดวงกมล, พ.ศ. 2540   
  และ Le crocheteur borgne โดย Voltaire สำหรับคนที่อ่านภาษาฝรั่งเศสออก :

  http://reves.ca/songes.php?fiche=388)




(ป.ล. ร้านหนังสือในเชียงใหม่ที่ผมชื่นชอบคือ “ร้านเล่า” ผมรู้จักหนังสือและนักเขียนดีๆ เพิ่มขึ้นมากมายจากร้านนี้ บางวันผมเดินเข้าไปในร้าน -เหมือนเป็นผู้จัดการ.. “จัดชั้นหนังสือกันใหม่หรือครับ? หนังสือของนาย ก. ที่เคยอยู่ตรงนี้ ตอนนี้มันหายไป” พนักงานสองคนในเคาน์เตอร์มองหน้ากันแบบ “ยังไม่ได้รับเม็มโม่ (memo)”  พนักงานอีกคนรีบวิ่งมาจากหลังร้าน เธอว่า “มีการเปลี่ยนแปลงการจัดวางเกิดขึ้นจริงๆ ค่ะ หนังสือของนาย ก. นั้น, บัดนี้ได้ย้ายมาอยู่ตรงนี้แทน” (เธอผายมือไปที่ตู้ข้างๆ กัน –เธอน่ารักมาก พูดแบบอายๆ , ขอโทษขอโพยที่เมื่อเช้าลืมเอารายงานไปวางไว้ที่โต๊ะของผม ผมก็อาย, ขอโทษขอโพยว่าผมผิดเองที่ไม่ดูให้ดีเสียก่อน แหมย้ายมาใกล้กันแค่นี้เองนะ ไม่ยักเห็น)  
สรุปว่า อัธยาศัยดีกันทั้งร้าน     
“ร้านเล่า” ยังเป็นที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับหนังสือ ศิลปะ จัดเสวนา นิทรรศการเป็นประจำ ชั้นบนเปิดเป็นเกสท์เฮ้าส์ที่ผมไม่เคยเห็นและไม่เคยไปพัก แต่ก็ยังอยากโฆษณาให้ทุกคนไปพัก นี่ก็เพราะรักกันจริงๆ  
ถ้ามาเชียงใหม่ อย่าลืมไป “ร้านเล่า” ถ.หนินหมางเห่ยหมิง จ.เชียงใหม่)





Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ผมเป็นคนอ่านหนังสือนานมากในแต่ละเล่ม ซึ่งหนังสือที่ผมจะอ่านได้นั่นต้องเป็นหนังสือที่ผมสนใจจริงๆ ซึ่งมีเพียงไม่ถึง ไม่น่าจะเกิน 20 เล่ม

นอกนั่นอ่านการ์ตูนอย่างเดียวเลยครับ

ปล.แต่ก็รักการอ่านนะครับdouble wink
"โปรดอ่าน"

"ให้จบ"big smile

Hot! Hot! Hot!
กรี๊ดดด อิฉันพิมพ์แค่นี้ แต่ช้าไปกว่าท่านข้างบน #1sad smile
ต้องอ่าน ต้องอ่านbig smile

#4 By V@R on 2009-03-30 23:35

big smile big smile หนังสือที่ีซื้อยายังอ่านไม่จบปีนี้เลยยังไม่ไมีหีน้าไปสอยมาเพิ่มค่ะsad smile sad smile ถ้าได้ไปไม่พลาดแน่ค่ะbig smile

#5 By (^_^)/nana on 2009-03-30 23:39

เฮฮฮฮ

ซิกซ์ชอบฟีลตอนอ่านหนังสือ
ชอบบรรยากาศตอนอ่าน

ชอบที่จะรู้สึกไปกับตัวละคร
ที่เราสามารถควบคุมความเร็วของเรื่องได้ง่ายเพียงอ่านเร็วขึ้นหรือช้าลง

ชอบสัมผัสของหน้ากระดาษ
ชอบกลิ่นของหนังสือด้วย

^ถ้าจะเป็นเอามาก

ปล. ไม่เคยกล้าอ่านหนังสือหลอนๆ sad smile

#6 By six on 2009-03-30 23:40

พิมพ์ผิด

*ท่า

นิทานปรัชญาของวอลแตร์ น่าอ่านมากเลย confused smile

#7 By six on 2009-03-30 23:42

นิทานปรัชญาน่าอ่านจัง confused smile

#8 By iDoi* on 2009-03-30 23:48

ร้านเล่าร้านนี้
อยู่เชียงใหม่จริงหรอค่ะ ?

เห็นชื่อถนนแล้วแบบว่า ..
"ถ.หนินหมางเห่ยหมิง"
เหมือนอยู่แถบจีนแผ่นดินใหญ่ยังไงยังงั้น
sad smile

#9 By Millhz on 2009-03-31 00:04

หนังที่สร้างมาจากหนังสือมาก่อน ถ้าเคยอ่านไปแล้วพอดูในโรงจะเซ็งๆไม่ค่อยถึงใจเท่าไร ทั้งๆที่คนอื่นเค้าออกจะสนุกตื่นเต้น
มีหนังเรื่องเรื่องเปนชู้กับผีนี่แหละ ที่ทำให้ผมเสาะหางานของ อ.เหม เวชกร มาอ่านให้ควั่ก แบบว่าหนังมันหลอนสุดใจขาดดิ้นจนไม่กล้าหยิบมาดูอีกแล้วsad smile

#10 By Life Goes On on 2009-03-31 00:20

ชอบที่ว่าหนังสือแต่ละเล่ม ก็เป็นเหมือนวิทยานิพนธ์ของนักเขียนคนนั้น

#11 By wesong on 2009-03-31 08:38

สตีเฟ่น คิง เรื่อง The running man ชื่อไทย เกมล่าคนเหล็ก สนุกมากเลยค่ะ เป็นเรื่องของพี่คิงเรื่องแรกที่บังเอิญอ่าน แกไม่ได้ใช้ชื่อนี้ รู้สึกจะใช้นามปากกา ริชาร์ด(อะไรทำนองนี้) ไม่สยองขวัญ ขนหัวลุกแบบเรื่องอื่น แต่มันส์หยดจริงๆ

ริง - หนังสือน่ากลัวสุดจริงด้วยค่ะ อ่านแล้วเสียวสันหลังวาบ หนังไม่ค่อยน่ากลัวเท่าละคร แต่ขึ้นชื่อว่า ริงแล้วหลอนแต๊ๆ sad smile

สนับสนุนการอ่าน big smile

#12 By พ. on 2009-03-31 11:09

เมื่อ 5ปีที่แล้ว ชีวิตผมเปลี่ยนไปอย่างมาก หลังจากอ่าน "ความน่าจะเป็น"ของพี่ปราบดา

จากที่เคย อ่าน เพราะต้องอ่าน
กลายเป็น อ่าน เพราะต้องอ่าน ไม่อ่านแล้วลงแดง :D

มีปัญหาอยู่เหมือนกัน เพราะกำลังจะไปทำงานและเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น นิตยสาร หรือหนังสือที่อยากอ่านในเมืองไทยคงไม่ได้อ่าน โชคดีทีมีอะไรดีๆฟรีๆให้อ่านในอินเตอร์เน็ตอยู่ บล้อกนี้ก็เหมือนกันครับ แหะๆ

Hot!

#13 By galgard on 2009-03-31 11:38

แล้วเมื่อไรคุณชับบี้โฮลจะมีหนังสือของตัวเองให้ได้อ่านกันละครับconfused smile

#14 By The DeAtH on 2009-03-31 12:00

*-*
ชอบอ่านหนังสือแนวฆาตกรรม
ถ้าเป็นหนังสือแนวสยอง ก้อ...ชอบผีที่มีเหตุผล

อืมม ม..ต้องอ่านหลายๆแนวก่อน
แล้วจะรู้ว่าตัวเองชอบอ่านอะไร


ชอบอ่านบล๊อกนี้ด้วย
มัน...เอาเรื่องเข้าใจยากๆ
มาพูดใหม่ให้เข้าใจง่าย
(เหมาะกะพวกสมองน้อยอย่างเรา ฮ่า)

โปรดอ่าน...ก้ออ่านแล้วน้า
อ่านอยู่จ้า

นึกภาพออกเลยที่บอกว่าการอ่านทำให้สมองกระจาย
เหมทอนพรุ ...

จริงๆอาจจะไม่ใช่สทมอง แต่คิดว่าน่าจะเป็นสมองที่แตก

big smile
ขอบคุณที่ชอบ"อ่าน" big smile big smile



(+ริชาร์ด บาคแมน Richard Bachman ครับคุณพุ่ง)

#17 By chubbyhole on 2009-03-31 13:08

เป็นคนที่ขี้เกียจอ่านหนังสือ แต่ชอบอ่านการ์ตูน ชอบอะไรที่มีภาพน่ะค่ะ รู้สึกเคยอ่าน The Ring เวอร์ชั่นการ์ตูนน่ากลัวกว่าในหนังมาก ๆ

#18 By Daughter Of Sparda on 2009-03-31 14:56

คุณ ชบฮ
ใช่เลยๆ ขอบคุณค่ะ

big smile

#19 By พ. on 2009-03-31 15:37

ถ.หนินหมางเห่ยหมิง [ภาษาอะไรหว่า ??]


ร้านเล่า
ผมก็ยังไม่เคยขึ้นไปชั้นสองเหมือนกัน


confused smile




เรา
เหล่า
เล่า

#20 By illman on 2009-03-31 15:40

ฮ่าๆๆ เป็นเหมือนผมเลยครับ เวลาเดินเข้าร้านขาย CD เจ้าประจำก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ ... ( แต่จริงๆควรจะดีใจนะ เพราะถ้ามันหายไป น่าจะหมายความได้ว่า มันได้ถูกขายไปแล้ว ... )sad smile

#21 By soundsyndrome on 2009-03-31 15:47

Hot!



เป็นปลื้มค่ะ

อ่าน เถิดด


#22 By quiescent on 2009-03-31 17:20

นิมมานเหมินท์ น่ะ (หนินหมางเห่ยหมิง)
คือผมชอบเปลี่ยนชื่อทุกชื่อเป็นภาษาจีน (เช่น ชับบี้โฮล เป็นจางปี้โหว ถ.สุเทพ เป็น ถ.ซือเต๋อ อะไรแบบนี้)


จนไม่นานมานี้ เพื่อนผมอ่านเจอประวัติถนน/หรือตระกูล นิมมานเหมินท์ในนิตรสาร ปรากฎว่าเป็นตระกูลคนจีน และ
ชื่อนิมมานเหมินท์ ก็มาจากชื่อหนินหมางเห่ยหมิงจริงๆ !
โคตรฟลุ้ก!
(แม้จะไม่มีประโยชน์อะไรกับชีวิตผม แต่ผมก็รู้สึกเหมือนเป็นนักประวัติศาสตร์ ที่ค้นพบอะไรสำคัญๆ ซักอย่าง)
confused smile

#23 By chubbyhole on 2009-03-31 17:26

หนังที่เอาเรื่องจากหนังสือไปทำจะทำได้ไม่ดีเสมอ

อ่านหนังสือเราสามารถจินตนาการได้ไกลกว่า

หนังสือก็เก็บรายละเอียดได้เยอะกว่าด้วย

แหม ชื่อจีนซะงงเลย
โปรดอ่าน อีกครั้ง sad smile

#25 By .-.Chill.-. on 2009-03-31 18:11

สตีเฟ่น คิงส์ ยกตัวอย่างได้แจ๋วเลยครับ
(ผมอ่านงานของลุงเค้าอยู่ไม่กี่เล่มเอง..ล่าสุดก็ Cell ซอมบี้มือถือ..อ่ะ ไม่ใช่ซอมบี้นี่เนาะ คนบ้าต่างหาก)

เดอะริง เวอร์ชั่นหนังผมเพิ่งได้ดูเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะเคยดูเวอร์ชั่นฮอลลีหวูดมาก่อน แต่ก็ยังน่ากลัวอยู่ครับsad smile
ปล.นางเอกของผมแสดงเป็นตัวประกอบด้วย อุอุอุ

#26 By GuGGGar on 2009-03-31 22:51

ถึงงานจะเยอะ แต่ก็สบายดีค่า สบายเงินในกระเป๋าด้วยเพราะเจ้านายเลี้ยงข้าวเที่ยงกับเย็น big smile
การอ่าน คือการฟูมฟักความคิดและจิตใจ ให้อบอุ่นด้วยกลิ่นไอแห่งความรู้ และด้วยความรู้สึกที่อ่อนโยน รอวันกระเทาะเปลือกออกมาสู่โลกกว้างด้วยกำลังที่แข็งแรง

อ่าน, อ่าน, และอ่าน เพื่อเติมเต็มเรื่องราวในชีวิตครับ Hot!

#28 By รัตนาดิศร on 2009-04-01 12:50

เป็นหนังสือที่น่าสนใจจังเลย big smile

อ่าน The Ring เหมือนกันค่ะ น่ากลัวสุดขีด แต่ความน่ากลัวจะค่อยๆลดลงพออ่านมาถึงเล่ม 3 ก็รู้ว่าเป็นเรื่องในโลกสมมติ ใจมันก็พยายามบอกตัวเองให้ไม่กลัว (พยายามหลอกตัวเอง 555) แต่คนเขียนเก่งมากๆที่ทำให้เรากลับมากลัวมากๆอีกครั้งหลังจากอ่านเล่ม 4 จบ

#29 By Hisaki on 2009-04-03 12:32

แวะมาสาดน้ำ big smile

ขันน้ำ ขันน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ดอกมะลิ

สุขสันต์วันสงกรานต์เน้อ หายยังอ่ะพี่แขนน่ะ เป็นนานๆ ระวังเน่า ส่วนการที่ออก "แท่ดๆ" ทุกวันน่ะน่าอิจฉา big smile
อ่าน เดอะริง จำได้ว่าสนุกมาก เพราะมันมีกรอบเวลาเอาไว้ว่า จะตายภายในกี่ชั่วโมงๆ จำได้ว่า อ่านข้ามคืน ไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะวางไม่ลง ...และโชคดี ที่สมัยนี้ไม่มีวีดีโอแล้ว

#31 By Ningka (124.121.59.7) on 2009-04-09 23:24

ส่ง postcard ไปให้พรุ่งนี้นะคะconfused smile

#32 By V@R on 2009-04-24 18:19

เป็นคนที่ชอบอ่านแนวฆาตรกรรมมากๆเลยค่ะ แต่ปัญหาก็คือ อ่านไปหลอนไปเอง
open-mounthed smile

#33 By Luvinmache on 2009-05-04 17:34

อ่านริงแล้วหลอนมาก

เข้าใจอารมณ์ ฟุ้ง จากการอ่านหนังสือจริงๆ

#34 By interviewz on 2009-06-08 00:53