Captures

Graffiti ที่ Juxtaposed Exhibition

posted on 30 Oct 2009 15:36 by chubbyhole  in Captures

ขอบอกว่าไป Juxtaposed Exhibition มาเหมือนกัน
สนุกมากครับ

ขอลงรูป graffiti ที่เพื่อนๆ พ่นกันที่ด้านนอกอาคาร (ไม่รู้มีคน post ไปหรือยัง)











ชอบ...

 


(
ทีมเดียวกัน ก่อนหน้านี้ ที่แกลเลอรี่ ซี-สเคป
 ชอบเช่นกัน..)



เล่นดนตรี

posted on 28 Jun 2009 02:03 by chubbyhole  in Captures



สวัสดีครับ ผมไปเล่นดนตรีมา เมื่อวาน มีวงของเรา วงเจ้าของบ้าน วงจาก North Gate ฯลฯ สนุกดี ผมเมา

Marc L. ช่วยถ่ายวีดิโอ -พี่ถ่ายไม่จบสักเพลง
มีแค่เพลงนี้เพลงเดียว ที่พอจะเอามาตัดต่อให้มันเต็มเพลงได้ (ขาดไปนิดนึงตอนกลาง)
แล้วมันก็ดันเป็นเพลงที่กล้องเริ่มเพี้ยน ไม่ยอมโฟกัส

แต่ก็ยังกล้าให้ดู ไม่เคยอาย
เล่นผิด ภาพมัว ขาดตอนหัว ขาดตอนกลาง 

แจ๋วอยู่เรื่องเดียว
-แด๊นเซอร์ สิคุณ
ขอขอบคุณแด๊นเซอร์ที่ทำให้พวกเราดูดี!

 

สอนดนตรี

posted on 21 Mar 2009 16:28 by chubbyhole  in Captures, Head-in-the-Hole, Melancholy-Hole
พรุ่งนี้ผมจะสอนกีตาร์ให้ “หนุ่ม” ลูกศิษย์ (-แบบเสียตังค์) คนแรกของผม เรานัดสัมภาษณ์กันเล็กน้อย ว่ามันต้องการอะไรจากผม อยากเรียนอยากรู้อะไร หนุ่มมีพื้นฐานแค่ไหน เสร็จแล้วเลยเถิดไปดูการ์ตูนญี่ปุ่น (DMC โคตรฮา), ดูมือกีตาร์ (ทางยูทู้ป) ต่อที่บ้านมัน หนุ่มชอบดูมือกีตาร์ฮีโร่ทางยูทู้บ แล้วก็ชอบเว็บไซท์เกี่ยวกับกีตาร์ อย่าง guitaridol.tv หรือ 911tabs.com โหลดโน้ตหรือแท็บฯ มาดู มาศึกษาเอง ตอนนี้หนุ่มจึงอยากเรียนรู้โน้ตสากล การเล่นเทคนิคต่างๆ  กับการวิเคราะห์คอร์ดและสเกล ฯลฯ
แม้จะเป็นการทุบหม้อข้าวของตัวเอง (และของโรงเรียน) ผมก็บอกหนุ่มอยู่ดี ว่าของแบบนี้ฝึกเองก็ได้นะ จะเสียตังค์เรียนทำไม แต่เมื่อมันยืนยันจะเรียน ผมก็โอเค

หนุ่มเป็นเฟรชชี่ที่วิศวะมอชอ เขาเล่าให้ฟังว่าตัวเขาเรียนมัธยมปลายสายศิลป์ภาษาอังกฤษ แต่อยากเรียนวิศวะคอมพิวเตอร์,, หนุ่มจึงใช้เวลาเดือนกว่าก่อนสอบเอ็นทรานซ์ เรียนวิชาฟิสิกส์, เคมี และชีววิทยา ด้วยตัวเอง แล้วเขาก็ “เอ็นท์ติด” วิศวะฯ ได้จริงๆ
-ผมคิดว่าถ้ามันไม่โกงข้อสอบ มันก็ต้องเป็นอัจฉริยะแน่ๆ

ก่อนหน้านี้ โรงเรียนดนตรีโทรมาหาผม บอกว่ากำลังจะมีนักเรียนให้ผมสอน น้องเค้ากำลังเก็บตังค์อยู่
ได้ยินแล้วก็ –“เอ็นดู” (ภาษาเชียงใหม่แปลว่า สงสาร) คนๆ หนึ่งอยากเรียนอะไรสักอย่างอย่างมาก จนต้องอดออมเก็บเงินมาเรียน
มาเรียนวิชาที่ผมคิดว่า“ไม่”จำเป็นต้องเรียนก็ได้ แค่ถามชาวบ้าน อ่านเยอะๆ แล้วก็ฝึกบ่อยๆ ก็พอ จะมาเรียนทำไม? อ้าว เผลอทุบหม้อข้าวตัวเองอีกแล้ว  

แล้วหนุ่มเองก็เล่น –พอได้ อยู่แล้ว มันมี “โพเท็นเชี่ยน” potential นั่นเอง ฝึกฝนพัฒนาอีกนิดเดียว มันก็คงจะเก่งกว่าผม แล้วมันก็คงจะทิ้งผมไป.. เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว..
น้องซัน –ลูกพี่ลูกน้อง ตอนเริ่มเล่นกีตาร์นะมันเกาะผมแจ เฮียตรงนี้เล่นยังไง ตรงนั้นเล่นยังไง แต่หลังจากนั้นไม่นาน พอมันเล่นเก่งเกินผมไปแล้ว มันก็ไม่มองผมอีกเลย

แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น.. ความกดดันก็ตกอยู่ที่ผม
ผมกลัวว่าผมจะไม่คุ้มค่าเงินที่มันอุตส่าห์เก็บมาเรียนน่ะสิ เราตกลงกันว่าเราจะไม่ทำตามกติกาที่โรงเรียนตั้งไว้ (เช่น ให้เด็กซ้อมมือขวาห้านาที ซ้อมมือซ้ายห้านาที ฯลฯ หนุ่มบอกว่าเขาจะซ้อมเองก่อนมาโรงเรียนก็แล้วกัน) เรื่องทฤษฎีพื้นฐานน่ะต้องเรียนให้ผ่านอยู่แล้ว แต่ถ้าหนุ่มอยากรู้, อยากเล่นเพลงอะไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ก็ขอให้บอก เดี๋ยวจะแกะให้

-แล้วดูเพลงที่มันอยากเล่นสิครับ สาวเกาหลีกับเพลงฟังกี้ (funky) ของเธอ คล่องแคล่วว่องไว เลือกโน้ต(มาเล่นอย่าง)ฉลาดเฉลียว ใช้คู่ประสานที่ไม่ธรรมดา
ผมบอกหนุ่มว่าโปรดอย่าคาดหวังสูง จะบ้าเหรอ? เริ่มเรียนก็จะเล่นของเซียนอย่างนี้เลยเหรอ? หนุ่มบอกว่าใช่ เขาอยากรู้ว่าเธอเล่นยังไง และต้องการให้ผมแกะออกมาเป็นโน้ต (transcribe) ให้

เอาแล้วไง อยู่ๆ ก็มีการบ้านยากๆ มาให้ทำ (โปรดดูยูทู้ปประกอบ)
ก็ดี จะได้ฝึกฝนเพิ่มเติม (ทั้งๆ ที่ไหล่ยังหักอยู่) ไม่มีข้ออ้างประเภทถูกผีขี้เกียจเข้าสิง เพราะคราวนี้มันเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ   

คือผมจะรู้สึกเชี่ยมาก ถ้าหนุ่มมันมาเรียนแล้วบ่นว่า :
“เชี่ย ค่าเรียนก็แพง มึงให้กูได้แค่นี้เรอะ?”




’รงค์ วงษ์สวรรค์

posted on 19 Mar 2009 01:05 by chubbyhole  in Captures















(18 มีนาคม 2552 วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อ.เมือง เชียงใหม่)
 
’รงค์ วงษ์สวรรค์








http://www.tuneingarden.com/


หนังสือของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์
http://www.tuneingarden.com/work/wbk2503-10.shtml
http://www.tuneingarden.com/work/wbk2511-20.shtml
http://www.tuneingarden.com/work/wbk2521-2530.shtml
http://www.tuneingarden.com/work/wbk2531-2540.shtml
http://www.tuneingarden.com/work/wbk2541-now.shtml
http://www.tuneingarden.com/work/wbk-fueng.shtml



20th Century Boys โดย Naoki Urasawa

posted on 24 Feb 2009 22:46 by chubbyhole  in Captures


สองสามปีนี้ผมอ่านการ์ตูนไปไม่กี่เรื่อง ที่ชอบมากมีสามเรื่อง Koko Afuro Tanaka / คนเพี้ยนโรงเรียนบ๊องส์ โดย Norisuke Masaharu , Beck / ปุปะจังหวะฮา โดย Harold Sakuishi และ 20th Century Boys / แก็งนี้มีป่วน โดย Naoki Urasawa (ผมไม่ชอบชื่อไทยของทั้งสามเรื่อง เข้าขั้นเกลียดเลยก็ว่าได้)
การ์ตูนสามเรื่องนี้สำหรับผมแล้วมันร็อคแอนด์โรลเหลือเกิน Koko Afuro Tanaka เหมือนซิทคอมทุนต่ำที่มีบทตลกๆ ฉลาดๆ , Beck เหมือนหนังแอ็คชั่นดีๆ ฟอร์มใหญ่ๆ จากฮอลลีวู้ด
ส่วน 20th Century Boys นั้น เป็นทั้ง action, drama, sci-fi, suspense, thriller, horror,.. อะไรอีก..symbolic, political.. สำหรับผมแล้วมันเป็น “มหากาพย์ / epic” เลยแหละ (epic แปลว่า “เกี่ยวกับบทกวีที่เล่าเรื่องความกล้าหาญและการผจญภัย”, “วรรณคดี ละคร ภาพยนตร์ที่ลงทุนสูงมากในการสร้างและมักมีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์”  http://dict.longdo.com/search/epic)
มันเป็น epic ที่สนุกมาก แล้วก็ยาวมาก ผมยังอ่านไม่จบ แต่อดใจไม่ได้, อยากพูดถึงและเผยแพร่ (สำหรับคนที่อ่านจบแล้ว ผมขอโทษที่ทำตัวล้าสมัย)

วันนี้ขออนุญาตแปะภาพที่สแกนจาก 20th Century Boys ฉบับภาษาไทย ของ บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แปลโดย นภพล จันทรัคคะ (แปลเก่ง) ขอเชิญลองอ่านไปด้วยกัน

(Spoiler Warning แบบอ่อน)

“มนุษยชาติเกือบจะไม่ได้ผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติในช่วงปลายศตวรรษสุดท้าย ที่เกือบจะกวาดล้างมวลมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง หากมิใช่เพราะ “พวกเขา” ...
ในปี 1969 พวกเขาซึ่งยังอยู่ในวัยเยาว์ ได้สร้างสัญลักษณ์อย่างหนึ่งขึ้น และ ในปี 1997 ขณะที่มหันตภัยที่กำลังจะมาถึงเริ่มย่างกรายมาอย่างช้าๆ  สัญลักษณ์นี้ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง นี่คือเรื่องราวของเด็กๆ กลุ่มหนึ่ง ที่ช่วยโลกให้รอดพ้นจากหายนะ”
(ปกหลัง เล่มที่หนึ่ง)
“Mankind would not have made the new age, encountering the crisis at the end of the last century, that almost wiped them out… if it weren’t for “them”.
-In 1969, “they” who were still in their youth, created a symbol. In 1997, as the footsteps of the coming disaster slowly starts to show out, the symbol revives. This is a story about several boys, that save the world.”




Naoki เล่าเรื่องแบบสลับเวลาไปมา เริ่มที่ปี 1973 แล้วก็ตัดไปเล่าเรื่องในศตวรรษที่ 21 แล้วก็ย้อนกลับมาปี 1997.. เรื่องเริ่มโฟกัสที่ - เคนจิ
ปี 1973 เคนจิอยู่มอสี่ , ปี 1979 อยู่ปีสี่คณะเศษฐศาสตร์.. (
มีอุดมการณ์ ไม่ร้องเพลงในคาราโอเกะ)
ปี 1997 เคนจิอายุเท่าไหร่?




 

...




the “Friend”
สัญลักษณ์ “เพื่อน”
 



 
เคนจิจำสัญลักษณ์ “เพื่อน” ที่โอตโจะวาดในปี 1969 ไม่ได้
เขาเห็นมันบ่อยขึ้นทุกวัน แต่ก็จำมันไม่ได้  
ผู้เขียน Naoki แนะนำความยิ่งใหญ่ของ “เพื่อน” ให้ผู้อ่านรู้จักก่อนเคนจิ :







 

ช่วงนี้มีข่าวคนตายด้วยอาวุธเชื้อโรคตามที่ต่างๆ , เรื่องของ “เพื่อน” เริ่มอื้อฉาวมากขึ้น
แล้วก็ถึงวันที่ดองกี้ (เพื่อนในกลุ่มสมัยเด็ก) ตาย ดองกี้ทิ้งจดหมายไว้ให้เคนจิ
 



 
เมื่อเคนจิอ่านจดหมาย แล้วทบทวนเหตุการณ์ ก็เห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เขาเขียนไว้ในสมัยเด็ก ปืนเลเซอร์, ชื่อเมืองสำคัญที่ถูกอาวุธเชื้อโรคโจมตี

“แผนล้างโลกที่เคนจิเคยคิดกันเล่นๆ สมัยยังเป็นเด็ก..
การโจมตีซานฟรานซิสโกและลอนดอนด้วยแบคทีเรีย
กลายเป็นความจริงขึ้นมาด้วยน้ำมือของ “เพื่อน”...”
(ปกหลัง เล่มที่สาม)
“The plot of destruction, that Kenji made up when he was just a boy…
Bacteriological attacks against San Francisco and London
turn real within the “Friend” 's hands...”



หรือเขาเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องทั้งหมด?
มันกดดัน แล้วก็สับสน เคนจิหยิบกีตาร์ออกมา




 
(นาโอกิแทรกเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ ตอนที่วง The Beatles ขึ้นไปเล่นดนตรีบนดาดฟ้าของตึกแอ็ปเปิ้ลเร็คคอร์ด -เพลง Get Back ที่ท่อนสร้อยร้องว่า Get back. Get back. Get back to where you once belonged. กลับไปยังเวลานั้น...)





(ผมชอบช่วงนี้มาก โปรดกลับไปดูเคนจิเล่นกีตาร์ในรูปแรก : มือไหวๆ หน้ายับๆ กับเส้นโค้งที่ขีดยาวลงมาเป็นแบ็คกราวด์นั้น ผมเห็นเป็นเสียงกีตาร์แผดดัง, เห็นไปถึงจิตใจที่แตกสลายของผู้เล่น แบบนั้นเลยทีเดียว)
-แล้วนาโอกิยังจะมีอารมณ์ตลก :  
“แล้วมันมีความหมายว่าอะไรน่ะรึ..?
ก็ไม่มีความหมายอะไร เพียงแค่อยากเล่าว่าเคยมีเรื่องแบบนั้น เท่านั้นเอง”
มีสิ เยอะเลย แล้วก็เศร้าจะตาย


บทดีจริงๆ
ขอยกตัวอย่างบทพูดที่ซาบซึ้งใจอีกตอน เป็นฉากที่ โอตโจะ(ตอนโต) มาอยู่เมืองไทย
(นาโอกิเขียนถึงกรุงเทพและประเทศไทยเหมือนเคยอยู่เมืองไทยมาสักสิบปี)






 
(คนใส่แว่นเป็นสมุนของ “เพื่อน” ที่เคยจุดไฟเผาเพื่อนของตัวเองตายในญี่ปุ่น..)


ตัวละครในเรื่องมีมากมาย (จนบางทีลืม ต้องเอาเล่มเก่ามาอ่านอีกรอบ) ยูคิจิเป็นตัวละครหลักอีกคนหนึ่ง เธอแอบชอบเคนจิมาตั้งแต่เด็ก แต่เนื่องจากเป็นหญิงแกร่ง เธอจึงไม่เคยบอกเคนจิ ฉากที่ผมจะแปะต่อไปนี้มีบทพูดแจ๋วๆ อีกแล้ว..






 

นอกจากตัวละครหลักหลายๆ ตัว เรื่องยังพาเราไปพบกับตัวประกอบเล็กๆ อีกหลายคน
ฉากนี้เกิดในศตวรรษที่ 21, ยูคิจิ(วัยกลางคน) กับคันนะจัง(หลานของเคนจิ) มาพบนักเขียนการ์ตูน นักเขียนการ์ตูนทั้งคู่ขอให้ยูคิจิลองอ่านต้นฉบับของพวกเขา เธออ่าน, แล้วคำวิจารณ์ของเธอก็ทำให้พวกเขาต้องอ้าปากค้าง ถึงกับต้องไปนั่งเซ็งกันต่อในรถไฟ








 

 
ผมยังอ่าน 20th Century Boys ไม่จบ ยังไม่รู้ว่า “เพื่อน” คือใคร, นาโอกิซ่อนปมความหมายอะไรเอาไว้, เขาจะเฉลยมันในตอนท้ายหรือไม่
เท่าที่รู้จากโยชิสึเนะ (หนึ่งในกลุ่มเพื่อนวัยเด็กของเคนจิ) ตอนที่เขาคุยกับ โคอิซุมิ เคียวโกะ(เด็กนักเรียนมอปลายโรงเรียนเดียวกับคันนะ) -เรื่อง
“เพื่อน” นี้ ฟังแล้วน่าเป็นห่วงทีเดียว
 




เธอจะถูก “เพื่อน” ครอบงำจิตใจ
กลายเป็นหัวอ่อน
วันๆ เอาแต่ยิ้มลูกเดียว
จะไม่คิดข้องใจ ไม่นึกสงสัยอะไรทั้งนั้น

...


ฉากที่คันนะจังพบนักเขียนการ์ตูนอีกครั้ง




 


...

เศร้านะ

“แล้วมันมีความหมายว่าอะไรน่ะรึ..?
ก็ไม่มีความหมายอะไร เพียงแค่อยากเล่าว่าเคยมีเรื่องแบบนั้น เท่านั้นเอง”


ผมชอบความรู้สึก “คิดถึงวันเก่าๆ” (nostalgic) ที่คุณนาโอกิใส่ไว้ในเรื่อง :  ความเฮฮาของกลุ่มเพื่อนในวัยเด็ก,
เทปคาสเซ็ทท์, เพลงร็อคของ The Beatles, The Rolling Stones, Bob Dylan ฯลฯ, ชอบที่เขาให้พระเอกเป็น “ฮีโร่ผู้ถือกีตาร์”  อันนี้เป็นด้านสดใส ส่วนด้านอึมครึม ไม่ว่าจะเป็นฉากแขวนคอในห้องวิทยาศาสตร์, ฉากโสเภณีไทยติดยาบ้า, หรือบรรยากาศลัทธิผีๆ (และแนวคิดปรัชญาเกี่ยวกับมัน) นาโอกิก็เขียนได้ดีจนผมขนหัวลุก


อ่านยังไม่จบยังให้ห้าดาวแบบนี้ ไม่มีอีกแล้ว 



 




20th Century Boys โดย Naoki Urasawa
ภาพที่ ๑   ปกหลังของเล่มที่ ๓
ภาพที่ ๒   ปกหลังของเล่มที่ ๑
ภาพที่ ๓   เล่ม ๑ หน้า ๕๙
ภาพที่ ๔   เล่ม ๑ หน้า ๖๐
ภาพที่ ๕   เล่ม ๑ หน้า ๓๐
ภาพที่ ๖   เล่ม ๑ หน้า ๓๖
ภาพที่ ๗   เล่ม ๑ หน้า ๑๑๙
ภาพที่ ๘   เล่ม ๑ หน้า ๑๔๔
ภาพที่ ๙   เล่ม ๑ หน้า ๕๗
ภาพที่ ๑๐  เล่ม ๑ หน้า ๘๒
ภาพที่ ๑๑  เล่ม ๒ หน้า ๒๐๔
ภาพที่ ๑๒  เล่ม ๓ หน้า ๑๗
ภาพที่ ๑๓  เล่ม ๓ หน้า ๒๓
ภาพที่ ๑๔  เล่ม ๓ หน้า ๒๕
ภาพที่ ๑๕  เล่ม ๓ หน้า ๒๖
ภาพที่ ๑๖  เล่ม ๓ หน้า ๒๗
ภาพที่ ๑๗  เล่ม ๔ หน้า ๑๑๕
ภาพที่ ๑๘  เล่ม ๔ หน้า ๑๑๖
ภาพที่ ๑๙  เล่ม ๔ หน้า ๑๑๗
ภาพที่ ๒๐  เล่ม ๒ หน้า ๙๐
ภาพที่ ๒๑  เล่ม ๒ หน้า ๙๑
ภาพที่ ๒๒  เล่ม ๒ หน้า ๙๒
ภาพที่ ๒๓  เล่ม ๕ หน้า ๒๐๗
ภาพที่ ๒๔  เล่ม ๕ หน้า ๒๐๙
ภาพที่ ๒๕  เล่ม ๕ หน้า ๒๑๐
ภาพที่ ๒๖  เล่ม ๕ หน้า ๒๑๑
ภาพที่ ๒๗  เล่ม ๘ หน้า ๑๓๑
ภาพที่ ๒๘  เล่ม ๘ หน้า ๑๓๒
ภาพที่ ๒๙  เล่ม ๖ หน้า ๑๑๓
ภาพที่ ๓๐  เล่ม ๖ หน้า ๑๑๔
ภาพที่ ๓๑  เล่ม ๑ หน้า ๓๓