มารยาท
posted on 26 Jun 2007 16:24 by chubbyhole in Head-in-the-Holeเคยหงุดหงิดกับเรื่องมารยาทไหม
จับประตูค้างไว้ คนที่เดินตามออกมาไม่พูดขอบคุณ
ไม่มีการหันมาซาบซึ้ง เหมือนเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเปิดประตูให้มัน
พวกที่เดินชนแล้วไม่ขอโทษ หรือพวกที่รถติดเป็นแพ
แต่กลับไม่ยอมเว้นที่ให้รถเลี้ยวเข้าออกจากซอย เป็นต้องรีบขับชิดคันหน้าขวางทางไว้ อันหลังเป็นกรณีที่ควรมีกฎหมายอนุญาติให้ขับชนมันแรงๆให้พ้นทางไป
วันก่อนขับรถทางไกล พบว่ามีหลายคันที่ขับช้าในช่องทางขวา
เมื่อผมเปิดไฟเลี้ยวขวาหรือกระพริบไฟสูงขอทาง ท่านก็จะเปิดไฟเลี้ยวขวาบอกผมว่า
“มึงก็แซงซ้ายไปสิ จะมากระพริบไฟใส่อยู่ทำไม”
โดยที่ท่านก็ไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยวขวาหรือกลับรถไปไหน
เจอหลายคันเข้าจึงเข้าใจว่าอ๋อเดี๋ยวนี้เขาทำกันแบบนี้
ได้แต่แซงซ้ายไปอย่างไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก
(ยังมึนๆกับธรรมเนียมใหม่นี้อยู่)
หรือเมื่อกรุงเทพฯรถเยอะขึ้นเรื่อยๆ
ก็มีคนสร้างมารยาทใหม่ๆ ขึ้นมาใช้
"ผงกหัว" ขอทาง หรือแสดงความซาบซึ้งที่รถอื่นหยุดให้ทาง
บางคนก็ใช้มารยาทหวานๆนี้มาเอาเปรียบชาวบ้าน
รถติดไม่ยอมต่อคิว มาปาดเข้าข้างหน้าสุดโดยใช้การผงกหัวขอทาง
จะบอกอะไร “ผมเลว แต่ผมขอนะ (ผงกหัว, ยิ้ม)”
แล้วเราก็ต้องปล่อยให้มันแซงเข้ามา เพราะมันเล่นมุขมารยาทอ่อนหวาน ผงกหัวแล้วที่เลวมาทั้งหมดจะได้รับการอภัยทันที มันควรจะเป็นอย่างนั้นหรือ
ไม่ใช้มุขนี้ไม่ได้หรือครับ ใครมาก่อนควรได้ไปก่อน ขับช้าก็ควรให้คนอื่นไปก่อน มันน่าจะรู้กันอยู่แล้วเพราะมันธรรมดามากเลย
ผมคิดว่าการเอื้อเฟื้อเห็นแก่คนอื่นบ้างเป็นเรื่องที่ควรทำ
แต่ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้ผมยิ่งสับสน ในความมากเกินไปหรือน้อยเกินไปของมัน
เพราะบางทีในบางวัฒนธรรมก็เรียกร้อง และแสดงออกเรื่องมารยาทกันจนเกินจำเป็น
ผมเคยเป็นบ๋อยอยู่หลายปี ก็เสิร์ฟอาหาร, เก็บโต๊ะไปตามหน้าที่
พอมีหลายโต๊ะที่พูด”ขอบคุณ”เวลาได้รับอาหาร
ผมก็เริ่มเคยชินและเริ่มมีอารมณ์กับโต๊ะที่ไม่พูดขอบคุณ
ว่ามันช่างหยิ่งยะโส ไม่มีมารยาทไม่รู้จักขอบคุณ
ทั้งที่มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้วตั้งแต่แรก ในการบริการเอาอาหารไปให้ลูกค้า
ผมกลับเริ่มคาดหวัง และเรียกร้องให้คนอื่นแสดงออกเรื่องมารยาท
โดยการกล่าวคำพูดหวานหูต่อผม
ซึ่งมาคิดดูตอนนี้รู้สึกว่าอารมณ์โกรธตอนนั้นมันไร้สาระจริงๆ
แล้วกระบวนการเอื้อเฟื้อนี้ก็ยืดเยื้อมาก Thank you แล้วน่าจะจบกันไป
เรา็กลับรู้สึกไม่พอใจถ้าเราพูด Thank you แล้วอีกฝ่ายไม่พูด You're welcome กลับมา ทำให้น้อยใจไปว่าไม่ซาบซึ้งกับคำขอบคุณของเราสักนิดเลยหรือ
จะไม่พูดอะไรสักคำเลยหรือ กลายเป็นว่าทุกคนอ่อนไหวมากเกินไป
ต้องการการปลอบประโลมกันมากไป
มารยาทเป็นเรื่องใหม่ที่ตามมาทีหลัง ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือจำเป็นอะไรเลย เคยมีเพื่อนติผมว่าไม่ควรเคาะใช้ช้อนเคาะส้อมเสียงดัง
ผมรับทราบแต่ก็สงสัยว่าคนไทยเริ่มใช้ช้อนส้อมมากี่ปีกันว้า ก่อนนี้ก็ใช้มือเปิบ พอเอาช้อนมาใช้ก็มาตั้งกฎเกณฑ์กำหนดมารยาทในการใช้
ซึ่งก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนคิดและตั้งมาตั้งแต่เมื่อไหร่
รู้แต่ว่าเป็นกฎหมายที่แรงมาก
เพราะมีผลถึงกับแบนการใช้มือกินข้าวไปเลย
ใครใช้มือเปิบบนโต๊ะอาหาร จะโดนข้อหาเป็นคนเถื่อนเป็นผู้ไม่เจริญ
บางทีผมจึงว่าเถื่อนๆกันไปเลยก็ดีนะ เดินชนกันไม่ต้องขอโทษเพราะมันเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้ตั้งใจอยากให้เกิดแต่มันก็เกิดแล้วจะเอาอะไรนักหนา
เข้าห้าง, จ่ายเงิน, ได้ของ จบการซื้อขาย ยุติธรรมดีแล้ว
ไม่เห็นจะมีอะไรต้องมาขอบคุณกัน
หรืออีกระดับยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่ต้องขอบคุณ เพราะทุกคนเชื่อว่าคนเราควรจะปฏิบัติดีต่อกัน
เคารพในร่างกาย, ชีวิต และสมบัติของกันและกัน
จะเอื้อเฟื้อกันเรื่อยไปเป็นหน้าที่
เมื่อเห็นตรงกันว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำดีต่อกันอย่างจริงใจแล้ว
ก็ไม่ควรจะคาดหวังคำขอบคุณ
เพราะมันจะกลายเป็นการทำความดีแบบหวังสิ่งตอบแทนไป
ปัญหาเป็นเรื่องเดิมคือเรื่องความรู้สึกที่ต่างไปของแต่ละคน
ต่อธรรมเนียมมารยาท
ผมเลิกเรียกร้องให้คนอื่นพูด"ขอบคุณ"และ"ขอโทษ"
แต่็ก็ยังชอบใช้สองคำนี้กับคนอื่นอยู่
คิดว่ามันสมควรที่จะพูด เวลามีใครทำอะไรให้ หรือไปทำอะไรให้ใครโกรธ
คนฟังก็รู้สึกดีเมื่อได้ยิน
